Newsdata Online1

WORLD7

Healthcare: Defensive Growth ที่น่าสนใจในจังหวะที่ Yield ยังมีโอกาสสูงขึ้น

 

Healthcare: Defensive Growth ที่น่าสนใจในจังหวะที่ Yield ยังมีโอกาสสูงขึ้น

โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด 

 

9070 ES Healthcare

 

          ภาพรวมของตลาดในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนการ Rotation ออกจากกลุ่ม Technology/AI ซึ่งได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ไปสู่กลุ่มที่มีทั้งความมั่นคง (Defensive) และยังมีศักยภาพการเติบโต (Growth) โดยหนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจ คือ Healthcare 

         ในช่วงระหว่างวันที่ 26 พ.ค.-25 ส.ค. 2026 XLV Healthcare ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.65% ขณะที่ Technology ให้ผลตอบแทน -0.67% และดัชนี MSCI World ปรับขึ้นเพียง 3.32% เท่านั้น (ข้อมูล: Bloomberg, 26 ส.ค. 2026) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เงินลงทุนไม่ได้ไหลเข้าหุ้นกลุ่ม Defensive เพียงเพื่อหลบความเสี่ยง แต่กำลังเลือกลงทุนในกลุ่มที่โอกาสมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง (Fundamental Growth) ซึ่ง Healthcare ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อาจตอบโจทย์ดังกล่าวได้

         อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การปรับตัวขึ้นของกลุ่ม Healthcare เกิดขึ้นพร้อมกับ Bond Yield ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย US 10Y Yield ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4.64% ซึ่งปรับขึ้นจาก 4.0% ในช่วงปลายเดือน ก.พ. มาอยู่เหนือระดับ 4.6% ในเดือน ส.ค. ดังนั้น หากมองไปข้างหน้า Bond Yield ยังมีโอกาส ปรับตัวสูงขึ้นได้อีก จากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่อาจะได้รับผลกระทบจากทั้งมาตรการทางภาษีและประเด็นด้านราคาพลังงาน ในสภาวะเช่นนี้ หุ้นกลุ่มที่มีการปรับตัวขึ้นไปสูงอย่าง Technology อาจกลับมาเผชิญแรงกดดันได้

 

 

         ทำไมกลุ่ม Healthcare ยังน่าสนใจ 

         แม้ความเสี่ยงที่ Bond Yield จะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นยังคงมีอยู่ แต่ Healthcare ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีคุณสมบัติช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวได้ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการด้านสุขภาพที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจหรือระดับ Discount Rate เท่ากับหุ้น Growth บางกลุ่ม จึงทำหน้าที่เป็น “Potential Growth” ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนและตึงตัวในกรณีที่ตลาดกลับมามีความผันผวน จาก Yield ที่ดีดตัวขึ้น

         ยิ่งไปกว่านั้น การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare ไม่ได้หมายความว่า มูลค่าหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ตึงตัวจนขาดความน่าสนใจแล้ว เพราะตลาดยังคาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่ม S&P500 Healthcare จะเติบโตได้ถึง 21.3% ในปี 2027 เมื่อเทียบกับ EPS Growth S&P500 Index ที่คาดว่าจะเติบโต 11.94% ในปี 2027 (ข้อมูล: Bloomberg, 26 ส.ค. 2026)

         ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนความน่าสนใจของกลุ่ม Healthcare ในรอบนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ความเป็น Defensive Sector เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานกันของ 3 ปัจจัย ได้แก่

         Defensive - ความต้องการ Healthcare มีความสม่ำเสมอ แม้เศรษฐกิจและตลาดมีความผันผวน

         Need - Aging Society, การใช้จ่ายด้านสุขภาพ และนวัตกรรมยาใหม่ยังเป็น Structural Growth ระยะยาว 

         Growth - แนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทยังมีโอกาสเติบโตในระยะถัดไป

 

 

         Momentum Support

         อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม Healthcare คือ กระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบัน (Fund Flow) โดยผลสำรวจจาก BofA Global Fund Manager Survey เดือน ก.ค. พบว่า Healthcare เป็น Sector ที่ผู้จัดการกองทุนเพิ่มน้ำหนักมากที่สุด สะท้อนว่าเป็นการ Rotation ของเงินลงทุนเชิงสถาบัน ไม่ใช่เพียง Technical Rebound ระยะสั้น (ข้อมูลจาก BofA Global Fund Manager Survey, 31 ก.ค. 2026)

         ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ณ ตอนนี้ ตลาดไม่ได้มองว่าการลงทุนในกลุ่ม Healthcare เป็นเพียงการลงทุนเพื่อ “หนีความเสี่ยง” อย่างเดียว แต่ตลาดกำลังให้คุณค่ากับกลุ่ม Healthcare จากการเป็นธุรกิจที่สามารถผสมผสานศักยภาพในการเติบโต (Growth) ในขณะที่ยังมีความมั่นคง (Defensive) และมีระดับมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสม ซึ่งทำให้ Healthcare มีโอกาสเป็นผู้ชนะหากตลาดยังอยู่ในภาวะที่ Bond Yield ผันผวนและ Valuation ของหุ้น Technology ยังคงตึงตัว

 

 

         กองทุน Healthcare จาก Eastspring

         กองทุน ES-HEALTHCARE คือกองทุนรวมตราสารทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Health Care โดยจะนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียวคือ Janus Henderson Global Life Sciences Fund นโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เภสัชกรรม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมุ่งหวังสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว 

 

 

คำเตือน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน / หรือ ได้รับเงินคืนต่ากว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้ เป็นสิ่งยินยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนในกองทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงของการลงทุนผู้ลงทุนอาจจะได้รับเงินลงทุนคืน มากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กำหนด หรืออาจไม่สามารถขายคืนหน่วย ลงทุนได้ตามที่มีคำสั่งไว้ กองทุนหลักมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare / ก่อนการตัดสินใจลงทุนควร ศึกษาหนังสือชี้ชวนอย่างรอบคอบ / ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ *ผู้ลงทุนสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง โฆษณานี้ถูกว่าจ้างและได้รับการสนับสนุนโดย บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด

 

 

9070

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

efin เปลี่ยน ESG ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ ปลดล็อกสู่โอกาสในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

eFin600efin เปลี่ยน ESG ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ ปลดล็อกสู่โอกาสในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว
      หลายประเด็น เกี่ยวกับคำปราศรัยของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (วิทัย รัตนากร) ในงานสัมมนาเรื่อง 'CAPITAL WITH PURPOSE 2026 : UNLOCKING ESG VALUE THROUGH GREEN FINANCE': เปลี่ยน ESG ให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ ปลดล็อกสู่โอกาสในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว📅 ศุกร์ 26 มิถุนายน 2569⏰ 12.00 - 17.30 น.📍 True Digital Park Grand Hall ชั้น 3
     นายพรเลิศ เตชะรัตโนภาส ซีอีโอของบริษัท ออนไลน์ แอสเซ็ท จํากัด (efin Group) เปิดเผยว่า เราเชื่อว่า ESG ไม่ควรเป็นเพียงข้อกําหนดในการดําเนินธุรกิจ แต่ควรเป็น คุณค่าที่ถูกปลดล็อก เพื่อสร้างการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนในระยะยาว
       efin Group มุ่งมั่นสร้างความสําเร็จทียั่งยืนให้กับตลาดทุนไทย ผ่านข้อมูลข่าวสารที่น่าเชือถือ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และบริการที่ช่วยยกระดับการตัดสินใจของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ตลอดหลายปีทีผ่านมา เราได้ทํางานร่วมกับทั้งฝั่งนักลงทุน (Demand Side) และภาคธุรกิจรวมถึงบริษัทจดทะเบียน (Supply Side) ทําให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงสําคัญของตลาดทุนอย่างชัดเจนว่า นักลงทุนในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงผลประกอบการหรือการเติบโตทางการเงิน แต่ให้ความสําคัญกับความยั่งยืน การบริหารความเสี่ยงระยะยาว และการกํากับดูแลกิจการที่ดีมากขึ้น
      วันนี้ ESG ไม่ใช่ต้นทุนของธุรกิจ แต่เป็นปัจจัยที่กําหนด ความสามารถในการแข่งขัน ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงเงินทุนในอนาคต และเมื่อเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกําลังมุ่งสู่ธุรกิจที่สร้างผลกําไรควบคู่กับความยั่งยืน Green Finance จึงกลายเป็นกลไกสําคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

รายงานสรุปสาระสำคัญจากปาฐกถาและนโยบายของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (วิทัย รัตนากร) ในงาน CAPITAL WITH PURPOSE 2026
      กระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากยุคที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดเพื่อผู้ถือหุ้นเพียงฝ่ายเดียว (Shareholder Capitalism) สู่ยุคแห่งการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย (Stakeholder Capitalism) โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เน้นย้ำว่าแนวคิด Creating Shared Value (CSV) คือหัวใจของการอยู่รอดในระยะยาว ซึ่งภาคธุรกิจจะต้องผสานผลกำไรที่เหมาะสมเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแยกไม่ออก
       สาระสำคัญประการแรก คือ'ความยั่งยืน (ESG)'ได้เปลี่ยนสถานะจากต้นทุนหรือเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ไปสู่ปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า'ใบอนุญาตทางสังคม (Social License to Operate)'ซึ่งเป็นเงื่อนไขขาดที่ตัดสินว่าธุรกิจจะสามารถดำเนินการในตลาดโลกได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM)
      ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ถูกยกขึ้นมาเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนพบว่า หากประเทศไทยไม่มีมาตรการรองรับด้านสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอ สินค้าไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอาจสูญเสียโอกาสทางการส่งออกสูงถึง 24% ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมิใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น'ทางรอด'เพียงหนึ่งเดียวของภาคการผลิตเพื่อการส่งออก
       ในเชิงนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ธปท.ได้ขับเคลื่อนกลไกสินเชื่ออย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Financing Transition) ไปแล้วกว่า 160,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกอบการประมาณ 700 ราย ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบมาตรฐาน Thailand Taxonomy เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุนจะไหลไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียวอย่างตรงจุด
      ขยายผลสู่ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ธปท.ได้เปิดตัวโครงการนำร่อง'Green Solution for Hotels'ที่จังหวัดภูเก็ต โดยจัดสรรวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีกประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจ SME ที่เกี่ยวข้องในการปรับเปลี่ยนกิจการให้สอดคล้องกับมาตรฐานธุรกิจสีเขียวและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
      นอกเหนือจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ธปท. ยังตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs โดยมีแผนผลักดันให้กลุ่มนี้เข้าถึงวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีกกว่า 80,000 ล้านบาท พร้อมทั้งลดค่าธรรมเนียมทางการเงินบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุนและเสริมสร้างสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง
      นวัตกรรมทางการเงินเพื่ออนาคต ธปท.อยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย'Thai Stablecoin'โดยมีแนวทางจะอนุญาตให้สถาบันการเงินเข้ามาประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะรวมถึงการเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตผ่าน'Green Stablecoin'เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสีเขียว
     นอกจากการเงินสีเขียวแล้ว ธปท. ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้มิติธรรมาภิบาล โดยการกวาดล้าง'เศรษฐกิจสีเทา'(Grey Economy) อย่างจริงจัง ผ่านมาตรการคุมเข้มธุรกรรมทองคำแท่งที่ผิดปกติ การปราบปรามบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง และการบังคับให้ระบบชำระเงิน QR Code จากต่างประเทศ เช่น Alipay และ WeChat Pay ต้องแปลงสกุลเงินเป็นบาทอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการฟอกเงิน
       ผลลัพธ์จากการดำเนินมาตรการปราบปรามเศรษฐกิจใต้ดินปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยมาตรการจำกัดการถอนเงินสดรายใหญ่เกิน 5 ล้านบาท สามารถลดปริมาณธุรกรรมเงินสดลงได้ถึง 35% ซึ่งช่วยอุดช่องโหว่ทางการเงินและทำให้การประกอบธุรกิจผิดกฎหมายมีความยากลำบากมากขึ้นในระยะยาว แม้จะไม่สามารถขจัดปัญหาได้หมดในทันทีก็ตาม
      ในส่วนของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ผู้ว่าฯ ธปท. ได้ส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่าในปัจจุบันยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย เว้นแต่จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยคาดการณ์เงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 2.8% และจะลดลงสู่ 1.4% ในปีหน้า
      แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงประมาณ 5-6% ตามทิศทางสกุลเงินภูมิภาคจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ ธปท. ยืนยันว่าสถานการณ์ยังไม่มีเงินทุนไหลออกผิดปกติ โดยไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดการเงินมีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนต่างชาติ
      โดยสรุป บทสรุปเชิงนโยบายที่ชัดเจนที่สุดจากปาฐกถานี้คือความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการประกาศเป้าหมาย การเซ็น MOU หรือการทำประชาสัมพันธ์'แต่จะเกิดขึ้นได้จากการ'ลงมือทำจริง'เท่านั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าร่วม การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลกอย่าง CBAM และการปฏิรูปโครงสร้างระบบการเงินเพื่อตัดวงจรธุรกิจสีเทา เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจากระดับปัจจุบันที่ต่ำกว่าศักยภาพ 2.7% ให้กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

 

1.ESG Capital with Purpose 2026
      ประเด็นหลักบริบทการทำธุรกิจและทิศทางเงินทุนโลกได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่มุ่งแต่ผลกำไรระยะสั้น (Shareholder Capitalism) ไปสู่ยุคสร้างคุณค่าร่วมเพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Capitalism) โดย'ความยั่งยืน (ESG)'ไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนหรือเครื่องมือทำ PR อีกต่อไป แต่คือ'การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง'และเป็น'ใบอนุญาตทางสังคม (Social License to Operate)'ที่ชี้ชะตาการอยู่รอดของธุรกิจในเวทีโลก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น EU CBAM

 

2.Key Data Points
      ตัวเลขประเมินโอกาสการส่งออกของสินค้าไทยกลุ่มเสี่ยงที่อาจสูญเสียไป 24% หากไม่มีมาตรการรองรับเกณฑ์สิ่งแวดล้อมโลก
      มูลค่าสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Financing Transition) 160,000 ล้านบาท ที่ ธปท. ปล่อยไปแล้วเพื่อหนุนธุรกิจยั่งยืนตามกรอบ Thailand Taxonomy
      วงเงินสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือกลุ่ม SME และธุรกิจโรงแรม 35,000 ล้านบาท (นำร่อง Green Solution for Hotels ที่ภูเก็ต)
เป้าหมายวงเงินที่ ธปท. ตั้งเป้าผลักดันให้กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม 80,000 ล้านบาท
      ปริมาณธุรกรรมเงินสดรายใหญ่ที่ลดลง 35% หลังจาก ธปท. ใช้มาตรการจำกัดการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทเพื่อสกัดเศรษฐกิจสีเทา
      อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยที่ลดลง 2.3% สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทนการพึ่งพานโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว

 

3. บทสรุป (Conclusion & Action items)
      Financial Innovation : ธปท. เตรียมเปิดนโยบาย'Thai Stablecoi'และ'Green Stablecoin'แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สถาบันการเงินใช้รองรับธุรกรรมที่เกี่ยวกับคาร์บอนและสินทรัพย์ดิจิทัล
    Governance & Structural Reform : เดินหน้ากวาดล้างเศรษฐกิจใต้ดิน (Grey Economy) อย่างจริงจัง ผ่านมาตรการคุมเข้มธุรกรรมทองคำแท่ง การปราบปรามบัญชีม้า และการบังคับให้ QR Code ต่างประเทศ (Alipay/WeChat Pay) แปลงสกุลเงินเป็นบาทเพื่อป้องกันการฟอกเงิน
Action-Oriented Driving : ภาคธุรกิจต้องนำแนวคิด Creating Shared Value (CSV) มาปรับใช้ในเนื้อแท้เพื่อสร้างผลกำไรที่เหมาะสมควบคู่กับสังคม เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงจะไม่เกิดจากใบ MOU แต่เกิดจาก'การลงมือทำจริง'เท่านั้น
      มาตรการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ลดธุรกรรมใหญ่ลง 35% ไม่เน้นแค่ประกาศหรือ MOU แต่เดินหน้า ปฏิบัติจริง ทั้งปราบเศรษฐกิจสีเทา คุมบัญชีม้า

 

NT logo 720x100

GSB720x100pxใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

จ่ายฉลาด สุขภาพไม่สะดุด : ใช้บัตรเครดิตเพื่อดูแลสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า

 

จ่ายฉลาด สุขภาพไม่สะดุด : ใช้บัตรเครดิตเพื่อดูแลสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า

 

6106 KSC 1 Credit Card 

 

          ทุกวันนี้ ‘Longevity’ หรือแนวคิดการมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และยังใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพในทุกช่วงวัย นับเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตามในวันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การดูแลสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทำแต่ไม่มั่นใจว่าจะ “จ่ายไหว” หรือเปล่า เพราะค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลมักจะหมายถึงเงินก้อนใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่า ‘บัตรเครดิต’ นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่อาจมีบทบาทในการช่วยให้คุณบริหารการใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้อย่างคาดไม่ถึงเพราะหากรู้จักใช้บัตรเครดิตให้ถูกวิธี สิทธิประโยชน์บัตรหลายๆ ด้าน สามารถช่วยคุณดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จึงอยากเผย 5 เคล็ดลับการใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพอย่างฉลาดและคุ้มค่าด้วยบัตรเครดิต

          1. รู้จักร่างกายตัวเองก่อนจะเกิดปัญหาสุขภาพ : หนึ่งในความเสี่ยงที่มองไม่เห็นคือ “ต้นทุนสุขภาพที่เกิดจากการรอ” หลายคนเลื่อนการตรวจหรือรักษาเพราะยังไม่พร้อมจ่าย แต่ในความเป็นจริงการชะลอการดูแลตัวเองอาจทำให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ สุดท้ายต้องใช้เงินมากกว่าเดิมหลายเท่า การตรวจสุขภาพประจำปีหรือการตรวจเชิงลึกตามช่วงวัยคือกุญแจสำคัญของการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพ สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่มาพร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษหรือโปรโมชันเฉพาะกลุ่มช่วยให้การเช็กสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงการดูแลที่จำเป็นได้ทันเวลา เปรียบได้กับการลงทุนเพื่อการป้องกันเพื่อเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในอนาคตทั้งในด้านสุขภาพและชีวิต

 

6106 KSC 2

 

          2. บัตรเครดิตตัวช่วยสุขภาพเมื่อยามฉุกเฉิน : ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมักมาในรูปแบบเงินก้อนใหญ่โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงต่างๆ หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน บัตรเครดิตสามารถช่วยคุณบริหารค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อย่างมีระบบโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแผนผ่อนชำระ ซึ่งปัจจุบันบัตรเครดิตต่างๆ มักจะมีแผนผ่อนชำระทั้งแบบ 0% หรือแบบมีดอกเบี้ยให้เลือกซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ช่วยให้คุณสามารถวางแผนบริหารการใช้จ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

          3. ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพ : การทำประกันสุขภาพนับเป็นอีกตัวช่วยที่ไม่เพียงสร้างความอุ่นใจแต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกี่ยวกับสุขภาพและทำให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว การชำระค่าเบี้ยประกันสุขภาพด้วยบัตรเครดิตนับว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทางเลือกในการผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น รับเครดิตเงินคืน, คะแนนสะสม หรือส่วนลดต่างๆ รวมทั้งยังเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินและภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

6106 KSC 3

 

          4. ใช้จ่ายอย่างมีสไตล์เพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในระยะยาว : หากไม่ต้องการเสียเงินก้อนใหญ่กับค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย วิธีป้องกันก็คือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกาย ใจ และสมดุลการใช้ชีวิต ควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมและสร้างวินัยในการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกายและช่วงวัย, การดูแลอาหารการกินเพื่อสุขภาพ, การดูแลสุขภาพกายและใจด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น โยคะ พิลาทิส สปา ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพจิต รวมทั้งการแบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด ซึ่งปัจจุบันบางบัตรเครดิตก็มอบสิทธิพิเศษ เช่น ส่วนลด, คะแนนสะสม, เครดิตเงินคืน หรือการแบ่งชำระ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้บริการเหล่านี้และช่วยให้เราสามารถวางแผนการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์รักสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

 

6106 KSC 4

 

          5. สร้างวินัยการเงินพร้อมกับวินัยในการดูแลสุขภาพ : คุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มาจากการมีเงินอย่างเดียวแต่คือความสามารถในการดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดทั้งในมิติของสุขภาพและการเงินซึ่งช่วยให้คุณสามารถรักษาสมดุลระหว่างร่างกายและการเงินได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้สินที่จะตามมา สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับสุขภาพทางการเงินที่ดี ก็คือ การรักษาวินัยทั้งในการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน, การแบ่งเวลาออกกำลังกายและพักผ่อน รวมทั้งบริหารความเครียดอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว แม้บัตรเครดิตจะมีสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าหลายอย่างและช่วยให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจ เคล็ดลับการใช้บัตรเครดิต คือ ต้องใช้อย่างมีวินัย คือ วางแผนก่อนใช้-จ่ายคืนตรงเวลา-และใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างทั้งวินัยทางการเงินทางการเงินที่ดีควบคู่ไปกับวินัยในการดูแลตัวเองไปพร้อมกัน 

 

 

6106

Click Donate Support Web 

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

Cooling Period คืออะไร? เบื้องหลังตลาดจับตา DELTA และหุ้นกลุ่ม ETRON

Cooling PeriodSHINESTOCK ☀️Cooling Period คืออะไร? เบื้องหลังตลาดจับตา DELTA และหุ้นกลุ่ม ETRON
       ตลาดหุ้นไทยมีเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่นักลงทุนสายเก็งกำไรต้องรู้จัก นั่นคือ Cooling Period หรือช่วงเฝ้าระวังหลังพ้นมาตรการกำกับการซื้อขาย
       หลายคนเข้าใจผิดว่าพอหุ้นพ้น Cash Balance แล้ว ทุกอย่างกลับสู่ปกติทันที แต่ในความเป็นจริง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงจับตาพฤติกรรมการซื้อขายต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อดูว่าความร้อนแรงของหุ้นลดลงจริงหรือไม่
      Cooling Period ไม่ใช่มาตรการลงโทษใหม่ แต่เป็นช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังติดตามหุ้นเป็นพิเศษ หลังจากหุ้นตัวนั้นเพิ่งออกจากมาตรการกำกับการซื้อขาย เช่น Cash Balance หรือมาตรการระดับ T1, T2 และ T3
      โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดช่วงติดตามนี้ประมาณ 1 เดือนหลังพ้นมาตรการ หากพบว่าราคาหรือมูลค่าการซื้อขายยังผิดปกติ หุ้นสามารถถูกนำกลับเข้ามาตรการอีกครั้งได้ทันที
      เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองดูกรณีของ DELTA ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตลาดหุ้นไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา DELTA เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนี (SET Index) สูงมาก และหลายครั้งราคาหุ้นเคลื่อนไหวร้อนแรงจนถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ นำเข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย
       ตัวอย่างล่าสุดเมื่อหุ้น DELTA ถูกนำเข้ามาตรการระดับ 1 หรือ T1 ในช่วงวันที่ 16-30 เมษายน 2569 โดยนักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้น DELTA ต้องใช้บัญชี Cash Balance หรือพูดง่ายๆ คือ ต้องวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อ และหุ้นดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปคำนวณวงเงินซื้อขาย
       ในทางปฏิบัติ ถ้านักลงทุนต้องการซื้อ DELTA มูลค่า 100,000 บาท ก็ต้องมีเงินสด 100,000 บาทเต็มๆ ไม่สามารถใช้เครดิตหรือวงเงินจากโบรกเกอร์ได้ มาตรการลักษณะนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดแรงเก็งกำไรระยะสั้น เพราะเมื่อต้องใช้เงินสดเต็มจำนวน นักลงทุนจำนวนหนึ่งจะซื้อขายยากขึ้น ทำให้ความร้อนแรงของหุ้นลดลง
       แต่จุดที่หลายคนมองข้ามคือ หลังจาก DELTA พ้นมาตรการในวันที่ 30 เมษายน ไม่ได้หมายความว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะหยุดจับตาทันที แต่หุ้นจะเข้าสู่ช่วง Cooling Period ต่ออีกประมาณ 1 เดือน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามว่าหลังปลด Cash Balance แล้ว ราคาหรือปริมาณซื้อขายยังผิดปกติหรือไม่
       ลองจินตนาการว่า ก่อนติดมาตรการ DELTA มีแรงเก็งกำไรสูงมาก นักลงทุนแห่ซื้อจนราคาพุ่งเร็ว เมื่อถูกบังคับใช้ Cash Balance แรงซื้ออาจลดลงชั่วคราว แต่พอปลดล็อก นักลงทุนกลับมาใช้วงเงินซื้อขายได้อีกครั้ง หากราคากลับมาพุ่งแรงเหมือนเดิม ตลาดอาจมองว่าความผิดปกติยังไม่จบ และสามารถนำหุ้นกลับเข้ามาตรการรอบใหม่ได้
    ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Cooling Period ถึงสำคัญ เพราะมันเป็นเหมือน ช่วงทดลองดูว่าหุ้นตัวนั้นกลับสู่ภาวะปกติจริงหรือยัง หากการซื้อขายยังร้อนแรงผิดธรรมชาติ ตลาดก็พร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมทันที
     สำหรับ นักลงทุน สิ่งสำคัญคืออย่ามองแค่ว่า หุ้นพ้น Cash Balance แล้วน่าซื้อ เพราะหลายครั้งช่วงหลังพ้นมาตรการกลับเป็นช่วงที่ความผันผวนสูงที่สุด นักลงทุนสายเก็งกำไรกลับเข้ามาพร้อมกัน ราคาสามารถเหวี่ยงแรงทั้งขึ้นและลงได้มากกว่าปกติ
      กรณี DELTA ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะเป็นหุ้นที่มีทั้งสภาพคล่องสูง มูลค่าการซื้อขายมหาศาล และมีแรงเก็งกำไรเข้ามาเป็นระยะ ทำให้เห็นภาพชัดว่า แม้จะเป็นหุ้นใหญ่ระดับมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยแล้ว ก็ยังสามารถถูกนำเข้ามาตรการกำกับ และยังต้องผ่านช่วง Cooling Period เช่นเดียวกับหุ้นเก็งกำไรตัวอื่น
      ดังนั้น หากเห็นข่าวว่าหุ้นพ้น Cash Balance นักลงทุนจึงไม่ควรรีบสรุปว่าความเสี่ยงหมดไปแล้ว เพราะในมุมของตลาดหลักทรัพย์ฯ หุ้นตัวนั้นยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง และหากการซื้อขายยังผิดปกติ ก็มีโอกาสกลับเข้ามาตรการได้อีกครั้ง
     จนเป็นที่มาของการออกประกาศดังกล่าว เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลพื้นฐานก่อนซื้อขายหลักทรัพย์หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา
ที่มา: Infoquest
SHINESTOCK ☀️
#SHINESTOCK #SET #หุ้นไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #หุ้น #DELTA #Infoquest #coolingperiod #etron

 

Click Donate Support Web 

GSB720x100pxใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

ทรู ดีเบนเจอร์ คลับ ติดอาวุธความรู้ให้สมาชิก Elite และ Privilege จัดสัมมนา ‘Cyber Security เสริมเกราะดิจิทัล...ความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่’

Cyber Securityทรู ดีเบนเจอร์ คลับ ติดอาวุธความรู้ให้สมาชิก Elite และ Privilege จัดสัมมนา ‘Cyber Security เสริมเกราะดิจิทัล...ความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่’ เจาะลึกภัยคุกคามดิจิทัล พร้อมรับมืออย่างเหนือชั้น
       ทรู ดีเบนเจอร์ คลับ โดย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งสานสัมพันธ์ระยะยาวและมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่ผู้ถือหุ้นกู้ทรู เดินหน้าสร้างความประทับใจให้สมาชิกกลุ่ม Elite และ Privilege อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จัดสัมมนาในหัวข้อ`Cyber Security เสริมเกราะดิจิทัล...ความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่` เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยี พร้อมสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยคุกคามออนไลน์ในปัจจุบัน อาทิ การหลอกลวง ฟิชชิ่ง และการโจมตีทางข้อมูล
      โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ทักษะดิจิทัล เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถใช้งานระบบและจัดการข้อมูลได้อย่างปลอดภัย เพื่อรับมือความเสี่ยงและใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ทรู ดีเบนเจอร์ คลับ มุ่งสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ โดยมอบประสบการณ์พิเศษนอกเหนือจากผลตอบแทนทางการเงิน ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบตลอดทั้งปี ทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม การศึกษา การดูงาน และสัมมนาต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างบริษัทกับนักลงทุน และช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในธุรกิจ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและแนวทางการดำเนินงานของบริษัท
      ผู้ถือหุ้นกู้กลุ่ม Elite และ Privilege สามารถติดตามและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมในอนาคตได้ที่เว็บไซต์ของ ทรู ดีเบนเจอร์ คลับ ที่
https://investor.true.th/th/debenture/truedebentureclub

 

 

Click Donate Support Web 

SME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100ใจฟู720x100px