Newsdata Online1

WORLD7

การสูญสิ้นความเชื่อมั่น 

       วิกฤตการณ์น้ำท่วมขังครั้งใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแค่บททดสอบของระบบระบายน้ำหรือสภาพดินฟ้าอากาศเท่านั้น หากแต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นรอยร้าวลึกของวิธีคิดในการบริหารประเทศ ที่แปลกแยกและขาดการยึดโยงกับหัวอกของประชาชนอย่างสิ้นเชิง
การสูญสิ้นความเชื่อมั่น       สิ่งที่ผู้กุมอำนาจรัฐมักเข้าใจผิดซ้ำซาก คือการหลงคิดว่าการบริหารประเทศมีความหมายเท่ากับการบริหารงบประมาณ คิดเพียงแค่เรื่องการจัดสรรตัวเลข การอนุมัติโครงการ การเบิกจ่ายงบ หรือการออกมติแจกจ่ายสิทธิเพื่อเอาตัวรอดไปเป็นรายวัน แต่ในความเป็นจริงของศาสตร์และศิลป์แห่งการปกครอง การบริหารประเทศครอบคลุมมิติที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่กว่านั้นมาก
     มันคือการบริหารความสงบเรียบร้อย การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือเสียหาย การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และการวางรากฐานการพัฒนา และสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการบริหารความรู้สึกและความมั่นคงทางจิตใจของประชาชน
     รัฐบาลที่ประชาชนไว้วางใจ ต้องทำให้พวกเขารู้สึกได้ตั้งแต่นาทีแรกของภัยพิบัติว่ารัฐบาล คือ ที่พึ่งที่พึ่งพาได้จริงในยามฉุกเฉิน ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่ถอยไปตั้งหลักหลังโต๊ะทำงาน แล้วสั่งการให้ระบบราชการหยุดงาน ปล่อยให้ชาวบ้านดิ้นรนสู้น้ำกันตามลำพัง ความรู้สึกเคว้งคว้าง ไร้ที่พึ่ง และถูกทอดทิ้งของพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่น่าละอายที่สุด
      สำหรับ คนมีเงินเดือนประจำหรือข้าราชการ การได้หยุดยาว 4 ถึง 5 วันต่อเนื่องตั้งแต่วันหยุดสุดสัปดาห์ลากยาวข้ามมาถึงจันทร์และอังคาร อาจเป็นเพียงวันพักผ่อนอยู่กับบ้านสำหรับคนที่ไม่ประสบภัยจมน้ำ แต่ในโลกความเป็นจริงของคนข้างล่าง การหยุดนิ่งของเมือง 4 ถึง 5 วันติดกัน มันคือหายนะของการทำมาหากิน คนค้าขายตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ค้ารถเข็น แผงลอย ร้านตามสั่ง
      และธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องหยุดค้าขายไปหลายวัน ทุนรอนที่จมไปกับสต๊อกของที่เน่าเสียและน้ำท่วม พวกเขาจะเอาทุนที่ไหนมาต่อทุน และสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ กรรมกร ลูกจ้างรายวัน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ ที่ไม่มีรายได้เข้ามาแม้แต่บาทเดียวในวันที่เมืองเป็นอัมพาต พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อข้าวกินประทังชีวิต และจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่านมลูกและค่าเช่าห้อง รัฐบาลที่มองไม่เห็นหยาดเหงื่อของคนกลุ่มนี้ คือรัฐบาลที่ตาบอดและหูหนวกต่อความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของแผ่นดิน
      สถานการณ์นี้จึงตอกย้ำความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไม่ใช่ใครๆ ก็เดินเข้ามาบริหารประเทศได้ การบริหารประเทศไม่ใช่สนามทดลองงานของคนอยากมีตำแหน่ง และไม่ใช่โควตาเก้าอี้รางวัลสำหรับนักต่อรองผลประโยชน์ แต่ผู้นำและทีมบริหารที่จะพาชาติรอดพ้นวิกฤตได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญที่ครบถ้วนครับ
        ประการแรก ต้องมีความเข้าอกเข้าใจและจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ ผู้นำที่ยึดโยงกับประชาชนจะไม่มีวันสั่งให้ราชการหยุดงานในวันที่ชาวบ้านกำลังจมน้ำ เพราะเขารู้ดีว่าน้ำท่วมหนึ่งวันหมายถึงข้าวของเสียหาย ค่าแรงที่หายไป และธุรกิจรายย่อยที่อาจล้มละลาย หากไร้ซึ่งความเข้าอกเข้าใจ ผู้นำจะมองเห็นประชาชนเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่หากมีจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ เขาจะมองเห็นลมหายใจและความทุกข์ยากของมนุษย์ และพร้อมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเป็นโล่กำบังให้ประชาชน
       ประการที่สอง ต้องมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการภาวะวิกฤต เพราะในยามปกติ ราชการอาจเดินตามระเบียบขั้นตอนได้ แต่ในยามภัยพิบัติ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ บูรณาการข้ามกระทรวง รวบอำนาจการสั่งการมาไว้ที่ศูนย์บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน ดึงเอาข้อมูลประชากร เครื่องจักรกลหนัก ยานพาหนะ และกำลังพลจากทุกเหล่าทัพออกมาตรึงพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง การขาดภาวะผู้นำในภาวะวิกฤต ทำให้ระบบราชการที่มีทรัพยากรล้นมือ กลายเป็นเครื่องจักรที่หยุดนิ่ง ไร้ทิศทาง และตอบสนองช้ากว่ากระแสน้ำ
       ประการที่สาม ต้องมีสายตาทางเศรษฐศาสตร์แบบองค์รวม เพราะการหยุดชะงักของมหานครอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ใช่เรื่องของคนเมืองหลวงเพียงกลุ่มเดียว แต่นี่คือเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ผู้คนที่กำลังยืนแช่น้ำ คือ ผู้เสียภาษีที่หล่อเลี้ยงงบประมาณแผ่นดิน หากกลไกเมืองหลวงเป็นอัมพาต
      ภาคการผลิตหยุดชะงัก ซัพพลายเชนโรงงานในปทุมธานีและสมุทรปราการเสียหาย นั่นหมายถึงความสามารถในการส่งออกสินค้าของประเทศที่ต้องสะดุดลง ลูกค้าต่างชาติตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานไทย และที่สำคัญที่สุดคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถูกลอยแพอยู่ตามสนามบินและสถานีขนส่งกลางความมืด พวกเขาคือ ผู้ถือเงินสดมาช่วยพยุงเสาหลักเศรษฐกิจของไทย หากเราดูแลความปลอดภัยขั้นพื้นฐานและการเดินทางของพวกเขาไม่ได้ ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของชาติที่สร้างมานับสิบปีก็พังทลายลงชั่วข้ามคืน
      ประการสุดท้าย ต้องมีความยึดโยงและสำนึกในอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐบาลที่คิดว่าตนเองเป็นนายของประชาชน จะมองว่าความช่วยเหลือเป็นความกรุณา แต่รัฐบาลที่ตระหนักว่าอำนาจและเงินเดือนของตนมาจากภาษี จะมองว่าการปกป้องประชาชน คือ หน้าที่และพันธสัญญาชีวิต เมื่อเกิดความผิดพลาด เขาจะกล้าออกมารับผิดชอบ เร่งแก้ไข ไม่ใช่โยนภาระให้ประชาชนไปพึ่งพาตนเอง
      กรุงเทพฯ จมน้ำปี 2569 ครั้งนี้ ต้องไม่ใช่แค่การวิดน้ำออกจากบ้านเรือนแล้วรอวันให้ฝนตกลงมาท่วมใหม่ แต่ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกระตุกเตือนสังคมไทย อย่างน้อยก็ เอ๊ะ!! บ้างว่า #ประเทศชาติไม่ใช่สนามเด็กเล่นของใคร และตำแหน่งฝ่ายบริหารไม่ใช่เวทีที่มีไว้ให้ขึ้นมาเล่นสนุกเพื่อหาประสบการณ์หรือความบันเทิง
      ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลมีเดิมพันเป็นลมหายใจ ทุนรอน และชีวิตของผู้คนนับล้าน หากเรายังปล่อยให้คนที่ไร้ขีดความสามารถ ไม่ยึดโยงกับประชาชน และบริหารวิกฤตไม่เป็น เข้ามาบริหารแบบไร้ทิศทาง ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่น้ำท่วมบ้านเรือน แต่คือ #การสูญสิ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และอนาคตของคนไทยทั้งประเทศครับ!!!
มงคล ลีลาธรรม

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

สั่งการตั้งแต่คืนนี้

สั่งการตั้งแต่คืนนี้
สั่งการตั้งแต่คืนนี้        วันหยุดราชการ กับคำถามถึงวิธีคิดของรัฐในยามประชาชนจมน้ำ!!!
        คำว่า 'วันหยุดราชการ'ตามหลักการและความหมายที่แท้จริง คือวันที่ทางราชการประกาศให้หยุดทำการอย่างเป็นทางการ
        ประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้หยุดพักจากการปฏิบัติงานประจำวัน แต่เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีกลับมีมติประกาศให้ วันจันทร์ที่ 28 และวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ
     โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบและอำนวยความสะดวกจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ช่วยลดการเดินทาง และเปิดโอกาสให้ประชาชนดูแลความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว พร้อมเงื่อนไขให้หน่วยงานราชการขยับไปให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ให้ธนาคาร สถาบันการเงิน และภาคเอกชนไปพิจารณาความจำเป็นกันเอาเองตามที่แบงก์ชาติและกระทรวงแรงงานจะกำหนด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการตามปกติ และมีมาตรการเสริมด้วยการขยายเวลาขึ้นทางด่วนฟรีไปจนถึงคืนวันอังคาร
      เมื่อได้เห็นมตินี้ ในฐานะประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมอดไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องถามด้วยความกังวลใจและห่วงใยอย่างยิ่งว่า ในห้องประชุม ครม. วันนั้น ก่อนที่ข้อเสนอนี้จะเคาะออกมาเป็นคำสั่ง ไม่มีใคร 'เอ๊ะ' หรือไม่มีใครกล้าลุกขึ้นค้านวิธีคิดนี้เลยหรือครับ
      หากมองในเชิงกายภาพ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้ง 3 จังหวัด คือแอ่งที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่มีความลาดชันต่ำ เป็นจุดรับน้ำและระบายน้ำออกสู่ทะเล และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่หนาแน่นที่สุดของประเทศ หากนับรวมประชากรตามทะเบียนราษฎรและประชากรแฝงที่เข้ามาเรียนและทำงานใน 4 จังหวัดนี้ มีชีวิตผู้คนรวมกันมากกว่า 10 ถึง 11 ล้านคน ทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยชุมชน โรงงาน ย่านการค้า โรงพยาบาล และบ้านเรือนของคนหาเช้ากินค่ำ เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนน้ำท่วมขัง เส้นเลือดใหญ่ทางคมนาคมเป็นอัมพาต ทรัพย์สินเสียหาย และผู้คนติดค้าง รัฐคิดได้อย่างไรว่าทางออกของมหานครที่มีประชากรนับสิบล้านคน คือ "การสั่งให้ราชการหยุดงาน"
      ยิ่งน่าเจ็บใจไปกว่านั้น คือในความเป็นจริง ภาครัฐเป็นฝ่ายเดียวที่ถือครอง "คลังข้อมูลประชากร (Big Data)" ที่สมบูรณ์แบบที่สุด รัฐรู้หมดทุกตารางนิ้วผ่านระบบทะเบียนราษฎร ข้อมูล อสม. พัฒนาชุมชน และฐานข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าบ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง บ้านไหนมีคนชราที่เดินไม่ได้ บ้านไหนมีทารกแรกเกิด หรือคนพิการอาศัยอยู่ตรงจุดไหนของตรอกซอกซอย รัฐรู้พิกัดความเปราะบางอย่างละเอียด
      แต่เมื่อกลไกรัฐสั่งหยุดทำการ ฐานข้อมูลอันล้ำค่าเหล่านั้นกลับถูกแช่ไว้ ข้อมูลไม่ถูกนำมาประมวลผล ไม่มีการชี้เป้า และไม่มีศูนย์บัญชาการนำทาง ภาพที่เกิดขึ้นตามมาจึงกลายเป็นความโกลาหลที่ประชาชน อาสาสมัคร และกู้ภัยภาคเอกชนต้องออกมาช่วยเหลือกันเองตามมีตามเกิดอย่างเคว้งคว้างไร้ทิศทาง ลุยน้ำงมหากันไปเอง โพสต์ขอความช่วยเหลือกันอย่างกระจัดกระจายในโซเชียลมีเดีย จุดที่วิกฤตจริงๆ คนเข้าไม่ถึง แต่บางจุดความช่วยเหลือกลับซ้ำซ้อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะผู้ถือกุญแจข้อมูลเลือกที่จะปิดประตูและหยุดงาน
       ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง คือ ชะตากรรมของผู้โดยสารจากต่างจังหวัดและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่งเดินทางเข้ามาถึง ทั้งที่สถานีขนส่งหมอชิต สายใต้ เอกมัย สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ รวมถึงท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ คนเหล่านี้ไม่มีบ้านพักในกรุงเทพฯ ไม่คุ้นเคยเส้นทาง
       และเมื่อถึงเวลากลางค่ำกลางคืนในยามที่ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมสูง รถแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร รถเมล์และระบบขนส่งสาธารณะหยุดวิ่งหรือเข้าไม่ถึง พวกเขาต้องเคว้งคว้าง ยืนแช่น้ำ ลากกระเป๋าเดินทางท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีแม้แต่รถชัตเติลบัสหรือยานพาหนะของรัฐสักคันมาคอยรับส่งหรือพาไปยังที่ปลอดภัย
      ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกและศักดิ์ศรีของประเทศพังทลายลงในค่ำคืนเดียว เพียงเพราะระบบบริหารจัดการของรัฐปล่อยให้ผู้สัญจรต้องลอยแพตามยถากรรม
       บ้านเราวางระบบให้ราชการเป็นศูนย์กลางของอำนาจ เป็นศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นผู้ถืองบประมาณมหาศาลจากภาษี และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นผู้ครอบครอง 'ทรัพยากรและเครื่องไม้เครื่องมือ' เกือบทั้งหมดของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นสถานีสูบน้ำ ประตูปิดเปิดระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำแรงดันสูง รถยกสูง รถบรรทุกทหารขนาดใหญ่ เรือท้องแบน รถดับเพลิง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องจักรกลหนักของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ของกองทัพ และขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครื่องมือเหล่านี้อยู่ในมือของข้าราชการทั้งสิ้น แต่วันนี้เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่สังคมเห็นกลับกลายเป็นคำสั่งหยุดราชการ
       ภาพที่สะท้อนออกมาจึงไม่ต่างอะไรกับ 'มือที่ถือทั้งอำนาจ งบประมาณ ข้อมูล และเครื่องไม้เครื่องมือไว้เต็มมือ แต่มือนั้นกำลังง่อยเปลี้ยเสียขา' ไม่ยอมขยับลงมาปัดเป่าความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
      เหนื่อยใจครับ... นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเอาวิธีคิดแบบนี้มาบริหารจัดการประเทศได้อย่างไร!!???
      ในโลกความเป็นจริงยามวิกฤต สิ่งที่ ครม. ต้องสั่งการไม่ใช่การหยุดงาน แต่ต้องสั่ง 'ขยายเวลาทำงานและระดมสรรพกำลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง' กลไกรัฐต้องปรับเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน
      เปิดศูนย์บัญชาการนำฐานข้อมูลผู้เปราะบางมากางชี้เป้าให้อาสาสมัครและทหารตรงเข้าช่วยเหลือได้ถูกจุด เดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลังทุกจุด ตรึงกำลังเฝ้าระวังแนวคันกั้นน้ำ นำยานพาหนะยกสูงและรถบรรทุกของรัฐออกมาวิ่งเป็นฟีดเดอร์รับส่งประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้โดยสารที่ตกค้างตามสถานีขนส่งและสนามบินในยามค่ำคืน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ลุยน้ำไปช่วยยกของขึ้นที่สูง พยุงผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ
      จัดเตรียมศูนย์พักพิงและส่งอาหารน้ำดื่มอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ถอยกลับไปนั่งอยู่หลังบ้านแล้วบอกให้ติดต่อผ่านออนไลน์ หรือบอกให้ไปใช้ทางด่วนฟรี ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่มีแม้แต่รถยนต์ส่วนตัวจะขึ้นทางด่วน
      ผมขอส่งเสียงนี้แทนพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2569 ทุกคน เพื่อกระตุกเตือนผู้มีอำนาจว่า เมื่อประชาชนกำลังจมน้ำและทุกข์ยากที่สุด รัฐต้องตื่นตัวที่สุดและทำงานหนักที่สุด นำข้อมูล เครื่องไม้เครื่องมือ และงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนออกมาชี้นำและกอบกู้วิกฤต
       อย่าปล่อยให้อำนาจและทรัพยากรในมือกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ด้วยวิธีคิดการบริหารที่ทอดทิ้งประชาชนให้ดิ้นรนกันเองในวันที่พวกเขาต้องการที่พึ่งมากที่สุดอีกต่อไปเลย
      "...พรุ่งนี้ มาทำงานอย่าเริ่มด้วยการนั่งโต๊ะประชุม ถ้าจะให้ดีเรียกประชุมออนไลน์ สั่งการตั้งแต่คืนนี้ พรุ่งนี้เริ่มปฏิบัติการกันเลยนะครับ..."
มงคล ลีลาธรรม

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

เลิกติดกรอบขั้นตอนทางราชการ

ผู้ประสบเหตุเลิกติดกรอบขั้นตอนทางราชการ
      วันนี้ ผมขอสื่อสารในฐานะ 'ผู้ประสบเหตุคนหนึ่ง' ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความล่าช้าของการสื่อสารและระบบการแจ้งเตือน
       ผมเดินทางมาถึงสนามบินล่วงหน้ากว่า 2 ชั่วโมง เพื่อเผื่อเวลาเตรียมพร้อมหากเกิดความล่าช้าหรือเหตุติดขัด แต่เมื่อก้าวผ่านเข้ามาถึงบริเวณ Gate สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การประกาศเลื่อนเที่ยวบินออกไปเรื่อยๆ เมื่อเข้ามาอยู่ตรงนี้ ทางเลือกของเราแทบไม่เหลือ หิวน้ำ!! แม้ขวดเล็กๆ ก็ต้องยอมจ่ายในราคาขวดละ 30 บาท และเมื่อเที่ยวบินดีเลย์ต่ออีก 2 ชั่วโมง สายการบินได้แจกคูปองอาหารให้ผู้โดยสารไปต่อแถวยืนรอรับอาหาร ภาพที่เห็นคือคิวที่ทอดยาวกับผู้โดยสารนับร้อยคน
      และในขณะที่ผมกำลังยืนต่อคิวท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำในสนามบิน ความคิดหนึ่งกลับแล่นเข้ามาในหัวอย่างแรง…
 
      ในมือ…ของพวกเขาไม่มีคูปองอาหาร
      ตรงหน้า… ไม่มีร้านค้าให้เดินไปเลือกซื้อ
      รอบตัว… มีแต่มวลน้ำที่เอ่อล้น ท่วมสูง ตัดขาดเส้นทาง ไฟฟ้าดับ มืดมิด และโดดเดี่ยว
     คนที่ยังพอมีแรงเดินลุยน้ำฝ่าอันตรายออกไปตามร้านค้า สิ่งที่พบคือ 'ชั้นวางของว่างเปล่า' ส่วนคนแก่ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียงที่เดินทางออกมาไม่ได้ น้ำไหลเข้าท่วมบ้านมันมิดหัวใจด้วยครับ ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าในใจของพวกเขาจะทุกข์ทรมานและสิ้นหวังเพียงใด
      สิ่งที่ผมสะท้อนใจที่สุด คือ 'การบริหารจัดการภาครัฐในภาวะวิกฤต' ในยามที่ประชาชนต้องการที่พึ่ง เรากลับไม่เห็นแผนเผชิญเหตุที่เป็นรูปธรรม ไม่เห็นระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพล่วงหน้าพอที่จะให้ประชาชนได้ตั้งหลักหรือยกของทัน การซักซ้อมเผชิญเหตุแทบไม่เคยเกิดขึ้นจริง
      ซ้ำร้าย เรายังได้ยินข่าวเรื่องการจะเอาผิดหรือดำเนินคดีกับภาคเอกชนและนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ มีเทคโนโลยีทันสมัย และแจ้งเตือนได้อย่างแม่นยำ เพียงเพราะพวกเขา 'ไม่ได้เป็นข้าราชการ' แทนที่จะดึงพลังของทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน กลับติดหล่มอยู่กับกรอบอำนาจนิยมและระเบียบราชการที่ล้าสมัย
      ผู้นำที่หวังจะพึ่งได้… กลายเป็นภาพการสั่งการที่ลอยไปตามลม แต่กลไกบริหารส่วนต่างๆ ที่ควรเป็นด่านหน้ากลับขยับตัวเชื่องช้า ถึงเวลาวิกฤตที่ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว เรากลับมองไม่เห็นใครที่ลุกขึ้นมาเป็นเสาหลักให้ประชาชนอุ่นใจได้อย่างแท้จริง
     ลำพังแค่สภาวะเศรษฐกิจปกติ พี่น้องประชาชนและคนหาเช้ากินค่ำก็เหนื่อยยากกับการประคองชีวิตมากพออยู่แล้ว แต่วันนี้เมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ซ้ำยังเจอคำสั่ง 'ราชการหยุดงานเพิ่มอีก' ประชาชนที่ลอยคอรอน้ำลด รอความช่วยเหลือ… พวกเขาจะหันหน้าไปพึ่งใคร? #การหยุดงานในขณะที่ประชาชนกำลังรอคอยความช่วยเหลือ คือคำตอบของการบริหารราชการเพื่อประชาชนจริงหรือ?
      ถึงเวลาแล้วครับที่ทุกฝ่ายต้องตื่นจากความเฉื่อยชา ภัยพิบัติทางธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ 'ภัยจากการบริหารจัดการที่ล้มเหลว' คือสิ่งที่เราป้องกันและแก้ไขได้ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำปลอบใจลมๆ แล้งๆ แต่ต้องการ 'ระบบเตือนภัยที่แม่นยำ แผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน และการลงมือปฏิบัติการที่รวดเร็ว ทันต่อชีวิต'
      สุดท้ายนี้ ผมขอส่งกำลังใจอย่างที่สุดไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยทุกคน และขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ทุกท่าน เลิกติดกรอบขั้นตอนทางราชการ แล้วเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างจริงจังเสียทีครับ!!!
มงคล ลีลาธรรม

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

'ครัวพระยา' (Krua Praya)

Krua Praya'ครัวพระยา' (Krua Praya)
       มาพักผ่อนที่บ้านเกิดครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาทานอาหารพื้นเมืองรสชาติต้นตำรับแท้ๆ ของภูเก็ต–พังงา ที่ร้าน 'ครัวพระยา' (Krua Praya) และต้องบอกว่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกจริงๆ ครับ
       สิ่งที่การันตีความยอดเยี่ยมได้อย่างชัดเจน คือการที่ร้านนี้ได้รับคัดเลือกใน มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) ต่อเนื่องถึง 5 ปีซ้อน (2022–2026) ซึ่งไม่ง่ายเลยนะครับที่ร้านอาหารพื้นเมืองในราคามาตรฐานที่เป็นมิตร จะสามารถรักษาแชมป์และรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างเหนียวแน่นยาวนานขนาดนี้
แต่เมื่อผมได้ลิ้มลองอาหารด้วยตัวเอง
      ต้องยอมรับเลยครับว่าอร่อย 'ถึงเครื่อง ถึงรส' สมคำร่ำลือจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหมูฮ้องเนื้อนุ่มละมุนลิ้น แกงคั่วรสจัดจ้านถึงพริกถึงแกงใต้แท้ๆ ใบเหลียงต้มกะทิกุ้งสดรสกลมกล่อมหอมมัน ปลาทรายทอดกรอบโรยเครื่องขมิ้นกระเทียมหอมฟุ้ง และเมนูผัดเครื่องสมุนไพรที่เข้มข้นจัดจ้าน ทุกจานใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่สดใหม่ และปรุงออกมาได้อัตลักษณ์รสชาติดั้งเดิมจริงๆ
       ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมเป็นพิเศษ คือการได้มีโอกาสพูดคุยกับ 'เจ้าของร้าน' ครับ
       มีอัธยาศัยดี น่ารัก เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์
      แม้ว่าจะได้รับการศึกษาที่ดีในสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับสายงานอาหารโดยตรง แต่กลับนำองค์ความรู้ วิธีคิด และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มาพัฒนาคุณภาพและระบบการทำงานของร้าน เพื่อรักษามาตรฐานอาหารพื้นบ้านให้คงที่ จนสามารถสร้าง 'ตัวตน' ให้อาหารพื้นเมืองรสแท้ดั้งเดิมยืนหยัดได้อย่างสง่างาม สมกับรางวัลที่ได้รับครับ
    นี่คือ ตัวอย่างที่น่าชื่นชมของคนพื้นเมืองรุ่นใหม่ ที่นำความรู้ความสามารถมาต่อยอดรากเหง้าวัฒนธรรมอาหารของบ้านเกิดได้อย่างยอดเยี่ยม
     มาร้านนี้ครั้งแรก ก็หลงรักเลยครับ หากใครแวะมาเที่ยวภูเก็ตและอยากสัมผัสรสชาติอาหารพื้นเมืองแท้ๆ ผมขอแนะนำให้ลองแวะมาทานและร่วมส่งกำลังใจให้คนรุ่นใหม่ที่ 'ครัวพระยา' กันนะครับ
      อ้อ เกือบลืม บีโกหมอยขนมหวานน้อย และลูกชกสีอัญชัน อร่อยมากครับ!!!
มงคล ลีลาธรรม

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100

'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น 

วิชาชีวิต'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น 
     ใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ ณ 'สโมสรไทยหัว'
      ค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่มีความหมายอยู่ในใจผมเป็นพิเศษ เมื่อผมได้มีโอกาสกลับไปร่วมกิจกรรมงานไหว้พระจันทร์ ณ 'สโมสรไทยหัว' (สมาคมนักเรียนเก่าภูเก็ตไทยหัว) ในบรรยากาศเก่าๆ ที่คุ้นเคย ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตา และความมีชีวิตชีวาของน้องๆ ศิษย์ปัจจุบันที่มาร่วมทำการแสดงโชว์ต้อนรับพี่ๆ ทำให้ความทรงจำหลากหลายช่วงชีวิตของผมที่ผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ผุดพรายขึ้นมาอย่างแจ่มชัด
     สำหรับ หลายคน อาคารสถาปัตยกรรมชิโน-ยูโรเปียนอันสง่างามแห่งนี้ อาจเป็นเพียงภาพถ่ายโบราณหรืออนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์... แต่สำหรับผม ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิต เป็นสถานที่เกิด เป็นทั้งโรงเรียน และเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจมาตั้งแต่จำความได้
จาก 'โรงเรียนส่องเด็ก' สู่ 'มิชชั่นคลินิก' แผ่นดินและอาคารแห่งนี้มีเรื่องเล่าครับ
     ย้อนกลับไปในอดีต อาคารแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ เดิมทีเมื่อปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) คณะพ่อค้าและนายเหมืองชาวจีนในภูเก็ตได้ร่วมกันบริจาคเงิน พร้อมกับได้รับบริจาคอาคารและที่ดิน 3 คูหาจาก นายตัน บุ่น ส่าย เพื่อก่อตั้งเป็น “โรงเรียนส่องเด็ก” ทำหน้าที่สอนภาษาจีนและบ่มเพาะความรู้แก่เยาวชนลูกหลานชาวจีนในภูเก็ต
     และหากย้อนมองประวัติศาสตร์การศึกษาของโรงเรียนจีนในประเทศไทย จะพบว่าเป็นเรื่องราวที่มีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก ในยุคสมัยหนึ่งที่คลื่นลมทางการเมืองระหว่างประเทศและประเด็นความมั่นคงภายในประเทศกำลังก่อตัว รัฐบาลในอดีตมีความหวาดระแวงว่า 'โรงเรียนจีน'และการรวมกลุ่มจัดตั้งสถาบันการศึกษาของชุมชนจีน อาจกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะอุดมการณ์ ความคิด หรือแนวร่วมทางการเมืองที่อาจขัดแย้งกับนโยบายของรัฐ
     ท่ามกลางแรงกดดันทางนโยบายและมาตรการควบคุมที่เข้มงวดในยุคนั้น โรงเรียนจีนหลายแห่งทั่วประเทศ รวมทั้ง 'โรงเรียนส่องเด็ก'จึงจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการลง การคงอยู่ของโรงเรียนจีนในวันวานจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องแลกมาด้วยความอดทน การประคับประคอง และการปรับตัวอย่างยิ่งยวดของบรรพชน เพื่อให้สายธารแห่งการศึกษายังคงไหลเวียนต่อไปได้
      จนต่อมาในราวปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) อาคารแห่งนี้จึงได้ถูกเปิดให้ 'โรงพยาบาลมิชชั่น' (คณะเซเวนธ์เดย์แอดเวนติสท์) และ 'สมาคมภูเก็ตฮกเกี้ยนสามัคคี' เช่าใช้พื้นที่ โดยปรับเป็นสุขศาลาหรือคลินิกมิชชั่น (Phuket Mission Clinic) มีคุณหมอฝรั่งเข้ามาบุกเบิกรักษาพยาบาลผู้คนในเกาะภูเก็ต
      และนั่นเอง... คือจุดกำเนิดของผม!
      ด้วยความที่คุณแม่ของผมเป็นคนหัวก้าวหน้า ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคลอดลูกกับหมอตำแย คุณแม่กลับตัดสินใจพาตัวเองมาคลอดผมกับ'หมอฝรั่ง' ที่คลินิกมิชชั่นแห่งนี้ อาคารหลังนี้จึงเปรียบเสมือนลมหายใจแรกในชีวิตของผมอย่างแท้จริงครับ
11 ปีในรั้วโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว = วิชาการควบคู่วิชาชีวิต
     นอกจากจะเป็นสถานที่เกิดแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังเคยเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านและเป็นเบ้าหลอมชีวิตผมอย่างยาวนานถึง 11 ปีเต็ม นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นมูล (หรือชั้นอนุบาลในปัจจุบัน) ผ่านประถมต้น ประถมปลาย จนกระทั่งจบชั้น ม.ศ.3
     ด้วยเวลายาวนานนี้ทำให้เราเกิดความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง การที่ผมได้มาร่วมงานในค่ำคืนวันเพ็ญนี้ ทำให้ผมได้พบปะพี่ๆ น้องๆ และเพื่อนร่วมรุ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น คืนนี้เราพบกันตั้งแต่พี่รุ่น 1 มาจนถึงผมซึ่งเป็นศิษย์เก่ารุ่น 12 และน้องๆอีกหลายรุ่น เพื่อนผมบางคนไม่ได้พบกันมากว่า 30 ปี แต่พอสบตากัน ได้นั่งเคียงข้างพูดคุย หัวเราะร่าเริง ความห่างเหินหลายสิบปีก็มลายหายไปในพริบตา
    สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในสมาคมแห่งนี้ ทุกคนต่างถอดวางหัวโขน ตำแหน่งหน้าที่การงาน และสถานะทางสังคมไว้ข้างนอก เหลือไว้เพียงความเป็นพี่น้อง ความผูกพัน และรอยยิ้มบริสุทธิ์เฉกเช่นวันวานที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ครูบาอาจารย์แห่งภูเก็ตไทยหัวได้สั่งสอนและปลูกฝังพวกเรามาตลอด นั่นคือ'ความกตัญญูและการเอื้ออารีต่อกัน'
     กาแฟฟรีหนึ่งแก้ว... กับหัวใจที่ไม่เคยลืมกัน
     หลังจากที่อาคารนี้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน คณะกรรมการมูลนิธิล็อกเซี่ยนก๊ก และสมาคมนักเรียนเก่าภูเก็ตไทยหัว ได้มีมติร่วมกันบูรณะอาคารขึ้นมาใหม่ด้วยงบประมาณ 8 ล้านบาท และเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นสำนักงานและพื้นที่ศูนย์กลางพบปะทำกิจกรรมของพวกเรา
      จุดหนึ่งที่ผมทึ่งและประทับใจในวิสัยทัศน์ของคณะกรรมการสมาคมฯ มาก คือนโยบายที่เปิดให้ศิษย์เก่าทุกคนแวะเวียนเข้ามาพักผ่อน จิบกาแฟได้ฟรี เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่อง 'ของฟรี' แต่อย่างใด หากแต่เป็น 'กุศโลบายและความละเอียดอ่อนทางจิตใจ' ที่สร้างความรู้สึกว่า ที่นี่คือบ้านที่เปิดประตูต้อนรับลูกหลานทุกคนเสมอ เป็นศูนย์รวมใจที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะเติบโตไปไกลแค่ไหน เรายังมีรากเหง้าและมีอ้อมกอดของพี่น้องรอต้อนรับอยู่
      ค่ำคืนวันไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไป แต่ความอบอุ่นยังคงอบอวลอยู่ในใจครับ
      เรื่องราวในอดีต-ไม่ว่าจะเป็นความเข้มงวดทางการเมืองที่เคยบีบให้โรงเรียนต้องปรับเปลี่ยน หรือกาลเวลาที่ผลัดเปลี่ยนการใช้งานอาคาร-ได้กลายเป็นบทเรียนทรงคุณค่าที่ทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่เพียงแค่อิฐหินปูนทราย แต่คือ 'จิตวิญญาณแห่งการให้'
ผมภูมิใจเหลือเกินที่ได้เป็นลูกหลานภูเก็ตไทยหัว โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ให้เพียงความรู้ทางวิชาการเพื่อไปประกอบอาชีพ แต่ได้มอบ 'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น
 
ใน คุณธรรม กตัญญูรู้คุณ
(知恩报德)
ดื่มน้ำไม่ลืมแหล่งน้ำ
(饮水思源)
และส่งต่อความเกื้อกูลให้แก่สังคมเสมอมาครับ...
มงคล ลีลาธรรม

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100