การสูญสิ้นความเชื่อมั่น
- Details
- Category: คอลัมนิสต์
- Published: Wednesday, 30 September 2026 09:55
- Written by: admin
- Hits: 141
วิกฤตการณ์น้ำท่วมขังครั้งใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแค่บททดสอบของระบบระบายน้ำหรือสภาพดินฟ้าอากาศเท่านั้น หากแต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นรอยร้าวลึกของวิธีคิดในการบริหารประเทศ ที่แปลกแยกและขาดการยึดโยงกับหัวอกของประชาชนอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ผู้กุมอำนาจรัฐมักเข้าใจผิดซ้ำซาก คือการหลงคิดว่าการบริหารประเทศมีความหมายเท่ากับการบริหารงบประมาณ คิดเพียงแค่เรื่องการจัดสรรตัวเลข การอนุมัติโครงการ การเบิกจ่ายงบ หรือการออกมติแจกจ่ายสิทธิเพื่อเอาตัวรอดไปเป็นรายวัน แต่ในความเป็นจริงของศาสตร์และศิลป์แห่งการปกครอง การบริหารประเทศครอบคลุมมิติที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่กว่านั้นมาก มันคือการบริหารความสงบเรียบร้อย การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือเสียหาย การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และการวางรากฐานการพัฒนา และสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการบริหารความรู้สึกและความมั่นคงทางจิตใจของประชาชน
รัฐบาลที่ประชาชนไว้วางใจ ต้องทำให้พวกเขารู้สึกได้ตั้งแต่นาทีแรกของภัยพิบัติว่ารัฐบาล คือ ที่พึ่งที่พึ่งพาได้จริงในยามฉุกเฉิน ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่ถอยไปตั้งหลักหลังโต๊ะทำงาน แล้วสั่งการให้ระบบราชการหยุดงาน ปล่อยให้ชาวบ้านดิ้นรนสู้น้ำกันตามลำพัง ความรู้สึกเคว้งคว้าง ไร้ที่พึ่ง และถูกทอดทิ้งของพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่น่าละอายที่สุด
สำหรับ คนมีเงินเดือนประจำหรือข้าราชการ การได้หยุดยาว 4 ถึง 5 วันต่อเนื่องตั้งแต่วันหยุดสุดสัปดาห์ลากยาวข้ามมาถึงจันทร์และอังคาร อาจเป็นเพียงวันพักผ่อนอยู่กับบ้านสำหรับคนที่ไม่ประสบภัยจมน้ำ แต่ในโลกความเป็นจริงของคนข้างล่าง การหยุดนิ่งของเมือง 4 ถึง 5 วันติดกัน มันคือหายนะของการทำมาหากิน คนค้าขายตัวเล็กตัวน้อย พ่อค้าแม่ค้ารถเข็น แผงลอย ร้านตามสั่ง
และธุรกิจขนาดย่อมที่ต้องหยุดค้าขายไปหลายวัน ทุนรอนที่จมไปกับสต๊อกของที่เน่าเสียและน้ำท่วม พวกเขาจะเอาทุนที่ไหนมาต่อทุน และสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ กรรมกร ลูกจ้างรายวัน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ ที่ไม่มีรายได้เข้ามาแม้แต่บาทเดียวในวันที่เมืองเป็นอัมพาต พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อข้าวกินประทังชีวิต และจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่านมลูกและค่าเช่าห้อง รัฐบาลที่มองไม่เห็นหยาดเหงื่อของคนกลุ่มนี้ คือรัฐบาลที่ตาบอดและหูหนวกต่อความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของแผ่นดิน
สถานการณ์นี้จึงตอกย้ำความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไม่ใช่ใครๆ ก็เดินเข้ามาบริหารประเทศได้ การบริหารประเทศไม่ใช่สนามทดลองงานของคนอยากมีตำแหน่ง และไม่ใช่โควตาเก้าอี้รางวัลสำหรับนักต่อรองผลประโยชน์ แต่ผู้นำและทีมบริหารที่จะพาชาติรอดพ้นวิกฤตได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญที่ครบถ้วนครับ
ประการแรก ต้องมีความเข้าอกเข้าใจและจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ ผู้นำที่ยึดโยงกับประชาชนจะไม่มีวันสั่งให้ราชการหยุดงานในวันที่ชาวบ้านกำลังจมน้ำ เพราะเขารู้ดีว่าน้ำท่วมหนึ่งวันหมายถึงข้าวของเสียหาย ค่าแรงที่หายไป และธุรกิจรายย่อยที่อาจล้มละลาย หากไร้ซึ่งความเข้าอกเข้าใจ ผู้นำจะมองเห็นประชาชนเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่หากมีจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ เขาจะมองเห็นลมหายใจและความทุกข์ยากของมนุษย์ และพร้อมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเป็นโล่กำบังให้ประชาชน
ประการที่สอง ต้องมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการภาวะวิกฤต เพราะในยามปกติ ราชการอาจเดินตามระเบียบขั้นตอนได้ แต่ในยามภัยพิบัติ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจ บูรณาการข้ามกระทรวง รวบอำนาจการสั่งการมาไว้ที่ศูนย์บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน ดึงเอาข้อมูลประชากร เครื่องจักรกลหนัก ยานพาหนะ และกำลังพลจากทุกเหล่าทัพออกมาตรึงพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง การขาดภาวะผู้นำในภาวะวิกฤต ทำให้ระบบราชการที่มีทรัพยากรล้นมือ กลายเป็นเครื่องจักรที่หยุดนิ่ง ไร้ทิศทาง และตอบสนองช้ากว่ากระแสน้ำ
ประการที่สาม ต้องมีสายตาทางเศรษฐศาสตร์แบบองค์รวม เพราะการหยุดชะงักของมหานครอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ใช่เรื่องของคนเมืองหลวงเพียงกลุ่มเดียว แต่นี่คือเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ผู้คนที่กำลังยืนแช่น้ำ คือ ผู้เสียภาษีที่หล่อเลี้ยงงบประมาณแผ่นดิน หากกลไกเมืองหลวงเป็นอัมพาต
ภาคการผลิตหยุดชะงัก ซัพพลายเชนโรงงานในปทุมธานีและสมุทรปราการเสียหาย นั่นหมายถึงความสามารถในการส่งออกสินค้าของประเทศที่ต้องสะดุดลง ลูกค้าต่างชาติตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานไทย และที่สำคัญที่สุดคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถูกลอยแพอยู่ตามสนามบินและสถานีขนส่งกลางความมืด พวกเขาคือ ผู้ถือเงินสดมาช่วยพยุงเสาหลักเศรษฐกิจของไทย หากเราดูแลความปลอดภัยขั้นพื้นฐานและการเดินทางของพวกเขาไม่ได้ ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของชาติที่สร้างมานับสิบปีก็พังทลายลงชั่วข้ามคืน
ประการสุดท้าย ต้องมีความยึดโยงและสำนึกในอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐบาลที่คิดว่าตนเองเป็นนายของประชาชน จะมองว่าความช่วยเหลือเป็นความกรุณา แต่รัฐบาลที่ตระหนักว่าอำนาจและเงินเดือนของตนมาจากภาษี จะมองว่าการปกป้องประชาชน คือ หน้าที่และพันธสัญญาชีวิต เมื่อเกิดความผิดพลาด เขาจะกล้าออกมารับผิดชอบ เร่งแก้ไข ไม่ใช่โยนภาระให้ประชาชนไปพึ่งพาตนเอง
กรุงเทพฯ จมน้ำปี 2569 ครั้งนี้ ต้องไม่ใช่แค่การวิดน้ำออกจากบ้านเรือนแล้วรอวันให้ฝนตกลงมาท่วมใหม่ แต่ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกระตุกเตือนสังคมไทย อย่างน้อยก็ เอ๊ะ!! บ้างว่า #ประเทศชาติไม่ใช่สนามเด็กเล่นของใคร และตำแหน่งฝ่ายบริหารไม่ใช่เวทีที่มีไว้ให้ขึ้นมาเล่นสนุกเพื่อหาประสบการณ์หรือความบันเทิง
ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลมีเดิมพันเป็นลมหายใจ ทุนรอน และชีวิตของผู้คนนับล้าน หากเรายังปล่อยให้คนที่ไร้ขีดความสามารถ ไม่ยึดโยงกับประชาชน และบริหารวิกฤตไม่เป็น เข้ามาบริหารแบบไร้ทิศทาง ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่น้ำท่วมบ้านเรือน แต่คือ #การสูญสิ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และอนาคตของคนไทยทั้งประเทศครับ!!!
มงคล ลีลาธรรม


















วันหยุดราชการ กับคำถามถึงวิธีคิดของรัฐในยามประชาชนจมน้ำ!!!
เลิกติดกรอบขั้นตอนทางราชการ
'ครัวพระยา' (Krua Praya)
'วิชาชีวิต'ที่สอนให้เรายึดมั่น