- Details
- Category: บทวิเคราะห์
- Published: Monday, 07 October 2019 16:16
- Hits: 1469
บล.เออีซี : Daily Focus
AECS Daily Focus
--------------
Market Outlook
• วันนี้คาด SET Index มีโอกาสปรับตัวลงต่อ โดย FED มีมุมมองเชิงบวกต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน เป็นปัจจัยกดดันความคาดหวังของ นลท.ต่อท่าทีของ FED ในการปรับลดอัตรา ดบ.นโยบายลง รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงจากประเด็นเจรจา Trade war สหรัฐฯ-จีน ช่วงปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่ปัจจัยในประเทศติดตามการออกมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ประเมินแนวรับ 1,600 จุด และ 1,590 จุด ตามลำดับ
• Market Factor
• (-) ตลาดอาจผิดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed หลังเศรษฐกิจออกมาในทิศทางที่ดีแม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมาแย่กว่าคาดที่ระดับ 136,000 ตำแหน่งตลาดคาด 140,000 ตำแหน่ง แต่อัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 3.5% ต่ำสุดในรอบ 50 ปี บวกกับ ซึ่ง Fed จะมีการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 29-30 ต.ค. 62 โดยจาก CME FedWatch มีความน่าจะเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 83.9%
• (watch) ความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนในวันที่ 10-11 ต.ค. 62 ที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐฯ โดยจะมี นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีนเป็นตัวแทนในการเจรจาเข้าร่วมจากทางฝั่งจีน
• (watch) กำหนดเส้นตาย Brexit วันที่ 31 ต.ค. 62 หากนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายบอริส จอห์นสัน ไม่สามารถเจรจาข้อเสนอเงื่อนไขพรมแดนบนเกาะไอร์แลนด์เหนือ (Backstop) กับทาง EU ได้มีโอกาสเกิด no-deal brexit
• (watch) ติดตามมาตรการกระตุ้นจาก ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ โดยมีวาระประชุม 3 เรื่องหลัก 1.การติดตามสภาวะเศรษฐกิจ 2.การแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว และ 3.การติดตามภาวะกาส่งออกของประเทศ (กรุงเทพธุรกิจ)
• Consensus ปรับลดประมาณการ EPS โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่าเมื่อต้นปี EPS ปี 62 ที่ 115.13 บาท ขณะที่ปัจจุบันเหลือเพียง 99.07 บาท หรือลดลง 13.95%YTD
• Update Flow เมื่อวานศุกร์ที่ผ่านมาต่างชาติคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีก 1,734.15 ลบ.ส่งผลภาพรวมMTD.ต่างชาติขายสุทธิรวม 5,468.11 ลบ.(เป็นทิศทางเดียวกับสถาบันที่ขายสุทธิรวม 6,732.03 ลบ.)
• Investment Strategy
• สัปดาห์นี้ เรายังมองดัชนีแกว่งตัวลงเพื่อทดสอบ 1,600 จุดและมีโอกาสหลุดลงไปทดสอบแนวรับ 1,580 จุด หลังมีปัจจัยต่างประเทศกดดันตลาดทั้ง Trade war สหรัฐฯ-EU และ สหรัฐฯ-จีน ที่จะมีการเจรจาในวันที่ 10-11 ต.ค. / BREXIT / มุมมองการลดดอกเบี้ย Fed จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี คาดมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการส่งออกและท่องเที่ยวออกมาช่วยหนุนตลาดได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ช่วงนี้เราแนะนำนักลงทุนชะลอการลงทุนและติดตามประเด็นสำคัญต่างๆข้างต้นและ Selective Buy หุ้นที่มีประเด็นบวกและคาดผลการดำเนินงานดีใน 5 กลุ่ม ดังนี้
• หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากแผนกระตุ้น ศก.ของรัฐฯ: แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์และมี Upside ได้แก่BJC (ช่วง 2H62 คาดเห็นการฟื้นตัวHoHจากการขยายสาขาBigCมากขึ้นจากสาขาทั้งในประเทศ 7 สาขาและสาขาที่กัมพูชา 1 สาขาBigC Food Place 1 สาขาและ Mini BigCราว 200 สาขา), SEAFCO (แม้ช่วง 2H62 คาดรับรู้งานลดลง แต่ยังมี Backlog 2.3 พันลบ. คาด Secured Revenue 100% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บวกกับยังมี Upside Risk จากงานประมูลใหม่อีก 1.9 หมื่น ลบ.), ERW (ช่วง 2H62 หลังคาดฟื้นตัวจากปัจจัยฤดูกาล บวกกับการกลับมาเปิดโรงแรมใหม่ 9 แห่ง อีกทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจาก ครม.และมีสัญญาณฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดือนส.ค. โต 15.6%YoY)
• กลุ่ม Defensive Stock: เราเลือกหุ้นที่มีอัตราจ่ายปันผลน่าดึงดูดบวกกับกำไรช่วง 2H62 มีแนวโน้มโตดี แนะนำ ASK (ช่วง 2H62 คาดกำไรสุทธิมีแนวโน้มโตต่อ หนุนด้วยสินเชื่อรถพาณิชย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามงานก่อสร้างภาครัฐฯที่จะทยอยเร่งตัวขึ้นบวกกับคาดได้ประโยชน์จากการทยอยเปลี่ยนรถตู้เป็นรถมินิบัสของผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะตามมาตรการของ ขสมก.
• กลุ่มที่คาดผลดำเนินงานมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง: เหมาะกับการทยอยซื้อสะสม โดยเน้นหุ้นที่กำไรช่วง 2Q62 คาดโต YoYและช่วง 2H62 โตต่อ แนะนำSAWAD (คาดกำไรปี62 โต 30.8%YoY หนุนด้วยเป้าพอร์ตสินเชื่อโต20-30% และอีก 300 สาขา, Asset Yield ฟื้นตัวตามสัดส่วนการรับรู้รายได้ผ่านสัญญาเงินกู้ผ่านBFIT ที่มากขึ้นโดยล่าสุด SAWAD รายงานการถือครองหุ้น BFIT หลัง Tender Offer ที่ 82.04% บวกกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับลงหลังได้รับเงินเพิ่มทุนจากพันธมิตร), SELIC (คาดปี 62 เห็นการ Turnaroundของกำไรหลังเริ่มรวมงบการเงินกับ PMCT ซึ่งคาดเห็น Synergy ชัดเจนขึ้นจากการพัฒนาสินค้าใหม่และการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่), III (ช่วง 2Q62 กำไรโต 45.8%YoY หนุนด้วยธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจบริหารจัดการโลจิสติกส์ บวกกับมีส่วนแบ่งกำไรที่โต 364%YoY จากธุรกิจที่เข้าซื้อกิจการสิงคโปร์และฮ่องกงในปี 61-62 ตามลำดับ), ARROW (ช่วง 2H62 คาดกำไรฟื้นตัวหลังมาร์จิ้นเหล็กดีขึ้นตามต้นทุนเหล็กที่ลดลงและราคาขายที่ดี คาดหนุนกำไรทั้งปีโต 10.3%YoY บวกกับมี Backlog 1.1 พัน ลบ. และมีโอกาสได้งานใหม่ๆ เพิ่ม)
• หุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำท่วมในภาคเหนือ/อีสาน: เราเลือก DOHOME, GLOBAL, DCC
• หุ้นกลุ่มร.พ.ขนาดกลางที่คาดกำไรช่วง3Q62โตเด่น เข้าสู่ High Season: เราเลือกBCH (ช่วง3Q62 คาดกำไรโตทั้งQoQและYoYหนุนด้วยการเข้าสู่ช่วง High Season บวกกับการบันทึกรายได้ส่วนเพิ่มของภาระเสี่ยงขณะที่ผู้ป่วยตะวันออกกลางคาดกลับมาฟื้นตัวหลังมีการเพิ่มชม.การทำงานของแพทย์ด้านเบาหวาน, CHG (ช่วง 2H62 คาดกำไรโต YoY หนุนด้วยสัญญาณฟื้นตัวจากรพ.ที่เพิ่งเปิดใหม่ทั้ง รพ.จุฬารัตน์304อินเตอร์และรพ.รวมแพทย์ฉะเชิงเทราบวกกับอาจมีการขอเพิ่มสัดส่วนโควต้าสังคมหลังมีผู้ประกันตนราว 432,640 คน (จากโควต้า 440,000 คน)
4-Oct-19 Change (pts.) 3-Oct-19
SET Index 1,605.96 -4.73 1,610.69
SET50 Index 1,067.75 -2.87 1,070.62
SET100 Index 2,351.32 -6.55 2,357.87
High 1,615.33 Gainers 486
Low 1,603.61 Unchanged 534
Value (Bt m) 37,810.77 Losers 864
Volume (*000) 13,189,974
Market Valuation
SET Data 2019F 2020F Long Term
Fwd PER (x) 16.2 14.5 14.5
EPS Growth (%) 13.9 9.3 -1.1
EV/EBITDA (x) 11.7 10.6 10.1
FWD PBV (x) 1.8 1.7 1.6
Dividend Yield (%) 3.1 3.5 3.8
ROE 10.5 10.8 10.8
Net Buy/Sell by Investor Types
Unit : M Bt 4-Oct-19 WTD MTD YTD
Institution 403.09 (9,153.70) (6,732.03) 17,523.02
Proprietary 238.05 1,377.40 909.15 14,405.32
Foreign (1,734.15) (6,605.41) (5,468.12) (10,696.96)
Individual 1,093.02 14,381.71 11,291.00 (21,231.38)
AECS ( Fundamental and Strategic Team )
จิรภัทร โบสุวรรณ (ID. 040051) [email protected]
ภัทรพล จันทร์อินทร์ (ID. 089932) [email protected]
ธีรยุทธ ฤทธิเผ่าพันธุ์ ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
สุวรรณา อัศวเหล่าวรพงศ์ Data Support / Secretary