WORLD7

smed PIONEER 720x100ใจฟู720x100pxgpf 720x100 66

บล.เคเคเทรด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน

 

SET รีบาวน์ช่วงสั้น แต่เริ่มมีความเสี่ยงพักฐาน
SET View
   แนวโน้ม วันนี้คาด SET จะผันผวนในกรอบ 1575-1590 จุด คาดมีรีบาวน์ทางเทคนิคช่วงสั้นก่อนปรับลงต่อ และมีความเสี่ยงต่อการพักฐาน หากไม่สามารถปิดเหนือ 1575 จุด (1) แม้ทางเทคนิค SET จะหลุดแนวรับระหว่างวัน แต่การกลับมายืนเหนือบริเวณ 1580 จุดได้อาจเป็นสัญญาณถึงการปรับฐานเสร็จสิ้น ซึ่งต้องยืนยันด้วยการยืนเหนือ 1580 จุดให้ได้ในวันนี้ตลอดทั้งวัน (2) การรีบาวน์ของ SET เมื่อวานถูกพยุงโดยหุ้นกลุ่มสื่อสารและพลังงานบางตัว ขณะที่กลุ่มธนาคารและกลุ่มนำตลาดอื่นยังถูกแรงขายทำกำไรแม้อาจมีรีบาวน์ทางเทคนิคได้วันนี้ แต่บ่งบอกว่าการรีบาวน์อาจไม่ยั่งยืน (3) ความคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่จะเริ่มลดลงเป็นความผิดหวัง เชื่อว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในวันพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรใหม่และนักลงทุนจะเริ่มทยอยขายทำกำไร Sell on fact (4) ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ล่าสุด Brent ลงมาทดสอบที่ US$96 ต่อบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 17 เดือนยังคงกดดันจิตวิทยาการลงทุนกลุ่มพลังงาน (5) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีคงปรับขึ้นต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกันและปรับขึ้นแล้ว 20bps ในช่วงสองสัปดาห์มาที่ 2.53% สูงสุดในรอบหกสัปดาห์เป็นสัญญาณเตือนถึงสภาพคล่องส่วนเกินสหรัฐกำลังลดลง


   กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน เน้นถือครองเงินสด หรือดูแนวรับที่บริเวณ 1575 จุด หาจังหวะขึ้นขายลงซื้อ
  (1) Top Daily Pick : KCE (คาดผลประกอบการรายไดรมาสเติบโตต่อเนื่องช่วงที่เหลือของปีจากปัจจัยฤดูกาล และการเปิดใช้โรงงานใหม่เฟสแรก ที่เพิ่มกำลังการผลิตอีก 25% จะช่วยลดปัญหาคอขวดและรองรับลูกค้าใหม่ที่เริ่มเข้ามา) HOTPOT (ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนศักยภาพในการเติบโตหลังปี 57 จากแผนการเปิดสาขาใหม่ และปิดสาขาเดิมที่ไม่ทำกำไร)
  (2) Technical Pick : TRUE TTA MDX IFEC IVL
  (3) Theme Play : กลุ่มพลังงาน/ปิโตรบางตัว (PTT PTTEP PTTGC TOP) เริ่มกลับมาน่าสนใจในแง่ Valuation, กลุ่มนิคมและชิ้นส่วนรถยนต์ (AMATA HEMRAJ AH SAT STANLY) คาดบอร์ด BOI พิจารณาโครงการอีโคคาร์ 2 ในเร็วนี้, กลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ (CK ITD STEC) โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นนโยบายที่รัฐบาลใหม่พิจารณาเป็นลำดับต้น กลุ่มอาหาร/อิเล็กทรอนิกส์/เดินเรือ (CPF GFPT TUF DELTA HANA KCE SVI PSL TTA) ผลประกอบการ 2H57 จะเติบโตโดดเด่นจากปัจจัยฤดูกาล
   หุ้นมีประเด็น (1) หุ้นขึ้น XD (TOP) (2) งาน Opp. day (MODERN SITHAI WINNER TSC TKT DSGT)

 

ระยะ 1-2 สัปดาห์
  Trading AMATA BANPU KTIS M SRICHA TOP WORK
  Add: AMATA Delete: SMPC
  ระยะ 3- 6 เดือนขึ้นไป
  Growth SAMART SEAFCO TUF TVD WORK
  Dividend BBL INTUCH MC MODERN PTTEP PTTGC SRICHA
  Quant BTS EGCO GFPT MODERN STANLY TOG

รายงานวันนี้
Update : ROJNA (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 8.80 บาท) 3Q57 กำไรเติบโตเด่นจาก Honda

กลยุทธ์การลงทุน
      ดัชนี ผันผวน ดอลลาร์แข็งค่า กดดันน้ำมัน (PTTEP และ PTT) และทองคำอ่อนตัว ระยะสั้นแนะนำให้ขายทำกำไรหุ้นรายตัว โดยให้ถือหุ้นไม่เกิน 40% ของเงินลงทุน วันนี้ยังเลือก SAMART(FV@B32) เป็น Top pick ฟื้นตัวแรงใน 2H57 และเติบโตต่อเนื่อง 23% ในปีหน้า

ความเสี่ยงต่อการปรับลด GDP โลกเพิ่มขึ้น
       ความกัวงลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ทั้งในกลุ่มพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา ทั้งนี้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มีความเห็นว่าประเทศที่น่าเป็นห่วงมีอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ สหภาพยุโรป ซึ่งล่าสุดพบว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ 0.3% และอัตราการว่างงานสูงถึง 11.6% โดยปัญหามิได้เกิดกับประเทศขนาดเล็กในกลุ่ม แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง เยอรมัน และ อิตาลี ก็กำลังเผชิญปัญหาเช่นกัน ตามมาด้วย ญี่ปุ่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ จากการขึ้นภาษีขายอีก 3% เมื่อเดือน เม.ย. และ จีน ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ OECD มองว่าสหรัฐ อังกฤษ และ แคนาดา ยังฟื้นตัวในลักษณะทรงตัว ซึ่งพัฒนาการในลักษณะดังกล่าวทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้ไม่อาจจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ IMF เตรียมปรับลด GDP Growth ของโลกปีนี้ลงจากที่ประเมินครั้งก่อนหน้าที่ระดับ 3.4% และจะเปิดเผยราวต้นเดือน ต.ค. ซึ่งปัจจัยนี้อาจจะกลับมากดดันตลาดหุ้นโลกอีกรอบ

เงินดอลลาร์แข็งค่ากดดันน้ำมันและทองคำ
      เศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและหนุนให้มีการขึ้นดอกเบี้ยในกลางปีหน้า สะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Government Bond Yield) 10 ปี ดีดขึ้นเหนือ 2.5% ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินดอลลาร์ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลของโลก ทั้งนี้ล่าสุด Dollar Index อยู่ที่ระดับ 84.196 หรือปรับขึ้นกว่า 6% (นับจากเดือน ก.ค. ที่ระดับ 79.8) และสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556 สวนทางกับเงินสกุลหลักของโลกอ่อนค่าลง อาทิ เงินยูโรอ่อนค่าลงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป และปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ไครเมีย ตามมาด้วย เงินเยนอ่อนตัวลง จากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวหลังจากที่มีการขึ้นภาษีขายในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และเช่นเดียวกับดอลลาร์ออสเตรเลียลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนจากผลกระทบราคาสินแร่เหล็กที่ลดลงและ demand สินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงจากจีน ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคเอเซียอ่อนตัวเล็กน้อย ยกเว้นเงินปอนด์ที่แม้จะแข็งค่าขึ้นมาแต่ยังมีความเสี่ยงจากความกังวลเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชของสก็อตแลนด์
      ในสถานการณ์เงินดอลลาร์แข็งค่า ได้กดดันสินค้าโภคภัณฑ์มีทิศทางขาลงมาโดยตลอด โดยเฉพาะน้ำมันดิบโลก ล่าสุดน้ำมันดิบดูไบลงที่ 96.25 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน และมีแนวโน้มที่จะลงไปได้ถึง 90 เหรียญ/บาร์เรล นอกจากนี้คาดว่าเกิดจากปัญหาปริมาณผลผลิตน้ำมันดิบโลก ที่ยังอยู่ในภาวะเกินความต้องการ จากกำลังการผลิตปัจจุบันของ OPEC ที่ 30.347 ล้านบาร์เรล/เดือน (เดือน ส.ค. แม้ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก กำลังการผลิตลดลงถึงวันละ 4.08 แสนบาร์เรล แต่ว่ากลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากประเทศลิเบียในระดับใกล้เคียงกัน) ขณะเดียวกัน OPEC เตรียมปรับลดประมาณการ ความต้องการน้ำมันโลกลงในเร็วๆ นี้ เพื่อลดผลกระทบจากสินค้าทดแทนอย่าง shale gas และ shale oil ขณะที่ demand จากสหรัฐเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจจะทำให้ OPEC มีแผนลดกำลังการผลิตลง
     ขณะที่ EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ สิ้นสุด 5 ก.ย. 2557 ลดลง 9.72 แสนบาร์เรล อยู่ที่ 358.6 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าคาด ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่นกลับเพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรล ที่ 127.5 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 2.4 ล้านบาร์เรล สู่ 212.4 ล้านบาร์เรล (อัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.6%) แม้ว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐจะลดลง แต่การที่เงินดอลลาร์แข็งค่า จึงเป็นเหตุให้น้ำมันดิบอ่อนตัวลง ซึ่ง ณ ระดับปัจจุบันเริ่มต่ำกว่าสมมติฐานของ ASP ที่กำหนดไว้ที่ 100 เหรียญฯต่อบาร์เรล จึงคาดว่าน่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะ PTTEP (FV@B 195) จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนไปก่อน

ต่างชาติพลิกมาขายหุ้น หลังซื้อต่อเนื่อง 16 วัน
     วานนี้นักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิหุ้นในภูมิภาค ราว 423 ล้านเหรียญฯ หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 16 วันก่อนหน้า เริ่มจากไต้หวัน ที่สลับมาขายสุทธิอย่างหนักถึง 350 ล้านเหรียญฯ (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 4 วันก่อนหน้า) ตามมาด้วยอินโดนีเซียที่ขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ราว 69 ล้านเหรียญฯ (เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าจากวันก่อนหน้า) ขณะที่ไทยพลิกมาขายสุทธิเล็กน้อยราว 7 ล้านเหรียญฯ (223 ล้านบาท, หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 7 วันก่อนหน้า) กลับกัน ฟิลิปปินส์สลับมาซื้อสุทธิเล็กน้อยราว 3 ล้านเหรียญฯ (ซื้อสลับขาย 3 วันหลังสุด) ส่วนตลาดในเกาหลีใต้ยังคงปิดทำการเนื่องจากเทศกาลไหว้พระจันทร์เช่นเดิม
      เป็นที่สังเกตว่านักลงทุนสถาบันไทยยังคงขายสุทธิต่อเนื่องถึง 7 วัน รวม 4.9 พันล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับที่ ASP เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ (อ่านรายละเอียดในกลยุทธ์การลงทุน แรงหนุน Fund Flow เหลือน้อย เน้นหุ้น Market Cap กลาง-เล็ก เมื่อ 23 ก.ย. 2557) กล่าวคือ การถือเงินสดสุทธิของสถาบันในประเทศ ได้ลดลงตามลำดับจนเหลือเพียง 3.57% ของเงินกองทุนทั้งหมด (NAV 8.25 แสนล้านบาท) หลังจากสถาบันในประเทศได้ซื้อหุ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่ต้นปี 2556 จนถึงปัจจุบันมียอดซื้อสุทธิสะสม 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งระดับเงินสดที่ต่ำดังกล่าว สะท้อนว่าได้มีการลงทุนเต็มที่แล้ว หลังจากนี้น่าจะมีแต่ขายกับขายอย่างเดียว
      แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากต้นปี 2557 จนถึงปัจจุบันพบว่ายังมียอดซื้อสุทธิสะสมราว 3.3 หมื่นล้านบาท ทำให้เชื่อว่าน่าจะยังมีแรงขายกดดันดัชนีเพิ่มเติมจากนักลงทุนกลุ่มนี้อยู่ ขณะที่ในตลาดตราสารหนี้ของไทย นักลงทุนต่างชาติสลับมาขายสุทธิราว 4.4 พันล้านบาท กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.17 บาทต่อเหรียญฯ และน่าจะเป็นปัจจัยกดดันเงินทุนไหลเข้าในระยะสั้น
หุ้นที่แนะนำใน Market talk

apm

 

 

Facebook

5 ข่าวฮอตนิวส์!