- Details
- Category: บทวิเคราะห์
- Published: Friday, 03 August 2018 16:01
- Hits: 5319
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน
กลยุทธ์การลงทุน
ยังคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยยังผันผวน และมีโอกาสต่ำกว่า 1700 จุดได้ จากปัญหาสงครามการค้าจีน-สหรัฐยังเข้มข้นขึ้น น่าจะกดดันสินค้าโภคภัณฑ์ บวกกับดอกเบี้ยขาขึ้น กดดันตลาดหุ้นโลก กลยุทธ์การลงทุนยังแนะนำให้หลบเข้าหุ้น Domestic เช่น โรงพยาบาล ธนาคารพาณิชย์ และ ค้าปลีก (BJC, BH, DTAC, EASTW, BBL, CPF) Top picks คือ BBL(FV@B220), BH(FV@B221) และ ROBINS(FV@B68) จากดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจหนุนการบริโภคในประเทศ
ย้อนรอยตลาดหุ้นวานนี้ …. หุ้นใหญ่พลังงาน-แบงก์กดดัน SET
วานนี้ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดร่วง 6 จุดและแกว่งในแดนลบตลอดวันและปิดตลาดฯ ที่ 1708.28 จุด ลดลง 13.73 จุด หรือ 0.80% มูลค่าการซื้อขาย 5.35 หมื่นล้านบาท ดัชนีฯ ย่อตัวหลังปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มหลักที่กดดันคือ พลังงาน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ของกลุ่มฯ อย่าง PTT PTTEP หลัง EIA รายงานสต๊อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ตามด้วยกลุ่มแบงค์ KBANK BBL SCB KTB และมีแรงขายทำกำไร CPF AOT BANPU ส่วนรายหุ้นที่วิ่งสวนทางตลาด QH(+5.2%) LH(+0.8%) และ THCOM ราคาหุ้นบวกแรง +5.42% รับงบ 2Q61 กำไร 2Q61 ดีกว่าคาด
แนวโน้มตลาดฯ วันนี้ คาดว่า SET Index มีโอกาสกลับมาพักตัวตามกรอบ 1695-1720 จุด โดยให้น้ำหนักต่อสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่เข้มข้นมากขึ้น และทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นที่เริ่มกดดันเศรษฐกิจโลก ส่วนในประเทศยังมีแรงขายรับงบ 2Q61 ของ Real sector
อังกฤษขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบนี้ ตามหลังสหรัฐ
วัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของโลกชัดเจนมากขึ้น เห็นได้จากการประชุมธนาคารโลกสัปดาห์นี้ ทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย คือ ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ขึ้นดอกเบี้ยฯ ครั้งที่ 2 ของปีนี้ 0.25% เป็น 6.5% กังวลเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. ที่สูงราว 5%yoy (สูงกว่าเป้าที่ 4%) และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แม้การประชุมรอบนี้ยังคงดอกเบี้ยฯ 2.0% แต่จะไปขึ้นในการประชุม 25-26 ก.ย. นี้ตามแผนเดิม (จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งๆละ 0.25% ในการประชุมที่เหลืออีก 3 ครั้งในปีนี้) ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 2.5% เทียบเงินเฟ้อล่าสุด 2.9% และน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2562 ทำให้ดอกเบี้ยสิ้นปีที่ 3.25%
และล่าสุดเมื่อคืนนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ 0.25% เป็น 0.75% (เป็นการขึ้นครั้งที่ 2 หลังจากขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 ปีเมื่อปลายปี 2560 ราว 0.25%) เพราะเงินเฟ้อยัง 2.4% ในเดือน มิ.ย. จากเงินปอนด์ที่อ่อนค่าราว (3.72%ytd และ 12.5% นับตั้งแต่ Brexit) เทียบกับดอกเบี้ยฯ 0.5% และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสะท้อนจากอัตราการว่างงานต่ำสุด ที่ 4.2% ในรอบ 43 ปี อย่างไรก็ตามในการประชุมที่เหลือ 3 ครั้งของปีนี้ ตลาดคาดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะไปขึ้นปี 2562
ขณะที่ไทยวันที่ 8 ส.ค. นี้จะมีการประชุม กนง. คาดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยฯ แต่คาดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยจะเกิด 1 ครั้ง 0.25% เป็น 1.75% ในช่วง 4Q61 หลังจากเงินเฟ้อไทยเดือน ก.ค. ขยายตัว 1.46%yoy จาก 1.38% ในเดือน มิ.ย. และราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงเหนือ 70 เหรียญ (เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 68.83 เหรียญ) ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสขยับไปแตะ 1.59% ในเดือน ส.ค. และ 1.79% ใน ก.ย. และ 2.01% ใน ธ.ค. ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นในประเทศเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่ม ธ.พ. ชอบ BBL(FV@B220)
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น บวกต่อ ROBINS, BJC
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือน ก.ค. อยู่ที่ 82.2 จุด เพิ่มขึ้น 1.1%mom ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 5 ปี 2 เดือน หลังจากที่ชะลอตัวไปในเดือน พ.ค. CCI ที่ดีขึ้น เพราะความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น ทั้งภาคส่งออกและการท่องเที่ยว และเงินบาทที่อ่อนค่า
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (Leading Economic indicator ที่หนุนยอดค้าปลีก โดยเฉพาะยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะ ROBINS(FV@B68) คาดกำไร 2Q61 อยู่ที่ 694.4 ล้านบาทเติบโต 15.6%yoy จากยอดขายเพิ่มขึ้น 2%yoy แม้ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ทรงตัวจาก 2Q60 แต่ได้แรงหนุนเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง (+4.3% yoy) ขณะที่กำไร 2H61 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราเร่งขึ้นจาก 1) เทศกาลฟุตบอลโลก, 2) แผนเพิ่มสัดส่วนยอดขาย Private brands, และ 3) ค่าเช่าคาดเติบโตตามการขยายสาขา ใน 3Q61–4Q61 ไตรมาสละ 1 แห่ง คาดหนุนกำไร 1H61 ขยายตัว 11.1% yoy และกำไรทั้งปี 2561-62 เติบโต 18.4% และ 8.6% ทำให้มูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ 68 บาท อิง DCF (WACC 7.68% และ Terminal Growth 2%) มี Upside ราว 7.9%
และ BJC(FV@B69) คาดกำไร 2Q61 อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.6% yoy จากรายได้รวมเติบโต 4.8% yoy หลักๆ มาจากธุรกิจค้าปลีก (Big C มีสัดส่วน 70% ของรายได้) ซึ่งเติบโต 4.2% yoy และรายได้ธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ (สัดส่วนรายได้ 13%) คาดเติบโต 16.9% yoy ส่วนธุรกิจอื่นๆ (สัดส่วนรายได้ 17%) ภาพรวมคาดทรงตัว yoyคาดหนุนกำไร 1H61 จะเติบโต 38.5% yoy
ส่วนแนวโน้มกำไร 2H61 จะเพิ่มจากงวด 1H61 เล็กน้อย เพราะงวด 3Q61 ธุรกิจค้าปลีกยังเผชิญภาวะการแข่งขัน (Tesco Lotus) แต่จะดีขึ้น ใน 4Q61 เพราะผลของฤดูกาล และจะสามารถ บันทึกภาษีคืนได้ 4Q61 ตามกำหนดการปรับปรุงโครงสร้างบัญชีระหว่างกลุ่ม BJC และ Big C (หลังจากรับรู้ล่าช้ามากว่า 1 ปี) หนุนกำไรปี 2561 เติบโต 38.2% และ 17.3% ในปี 2562 ขณะที่มูลค่าพื้นฐานปัจจุบันอยู่ที่ 69 บาท (WACC 6.29%และ Terminal Growth 2.5%) มี Upside ราว 24%
ต่างชาติสลับมาขายหุ้นในภูมิภาค และซื้อหุ้นไทยน้อยลง
ตลาดฯกลับมาให้น้ำหนักกับประเด็นสงครามการค้า รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยในหลายประเทศ ส่งผลให้วานนี้ต่างชาติสลับมาขายสุทธิหุ้นในภูมิภาค 322 ล้านหรียญ และเป็นการขายสุทธิ 3 ประเทศ คือ ไต้หวันถูกขายสุทธิ 201 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 2 วัน) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ 137 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิเพียงวันเดียว), ฟิลิปปินส์ 5 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 6 วัน) ส่วนตลาดหุ้นอีก 2 ประเทศ แม้ยังซื้อสุทธิ แต่เบาบางลง คือ อินโดนีเซียซื้อสุทธิ 11 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 9) และไทยซื้อสุทธิน้อยลงเหลือเพียง 10 ล้านเหรียญ หรือ 348 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 4)
นอกจากนี้ต่างชาติกลับมาเปิดสถานะชอร์ตสุทธิสัญญา SET50 ฟิวเจอร์สกว่า 9,616 สัญญา (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกันกว่า 9 วัน) และตอกย้ำว่าตลาดยังคงปรับฐาน จากการที่สถาบันในประเทศ สลับมาขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 3.35 พันล้านบาท
ส่วนทางด้านตราสารหนี้ แม้ต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิ 457 ล้านบาท แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกขายต่อเนื่อง เพราะ Bond Yield 10 ปี ของไทยอยู่ที่ 2.71% ยังให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐที่ 2.99% ทำให้นักลงทุนต่างชาติน่าจะหันไปหาลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบที่ดีกว่า รวมทั้ง Fund Flow ที่ไหลเข้าในตลาดหุ้นเอเชีย อาจมีสะดุดบ้าง หาก Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐ ยังขยับขึ้นต่อเนื่อง
COTTO เข้าซื้อขายในตลาดวันแรกวันนี้
วันนี้หุ้น COTTO (บมจ เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด) จะเข้าซื้อขายในตลาดฯ วันแรก ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้า คอตโต้ โสสุโก้ และ คัมพานา และ COTTO (ผ่านการถือหุ้นในบริษัทย่อย TCC,TGCI,SGI,SSG และ GMG) มีกำลังการผลิตรวมสูงสุด 94 ล้านตารางเมตร/ปี มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 51% (วัดจากปริมาณการผลิตในปี 2560)
COTTO เป็นบริษัทย่อยของ SCC ซึ่งถือหุ้น COTTO ทางอ้อมผ่านการถือหุ้น บริษัทเซรามิคซิเมนต์ไทย จำกัด (CCCL) สัดส่วน 91.% (SCC ถือหุ้น CCCT 100%) จึงทำให้มี Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของทางการที่ 15% ( เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย รวม 4,150 รายหรือราว 6.8%) ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างแก้ไขภายในปี 2562-2563
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่ดีมากนัก โดยงวด 1H61 45.9 ล้านบาท ลดลง 78%YoY (กำไรต่อหุ้น 0.01 บาท) แม้รายได้จากการขายลดลง 10.5%YoY แต่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น มีมูลค่าทางบัญชี ณ 30 มิ.ย. 61 อยู่ที่ 1.41 บาท/หุ้น และเมื่อเทียบกับ DCC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนฯ พบว่า ด้อยกว่า DCC มาก กล่าวคือ ผลการดำเนินงานปี 2560 COTTO มี Gross margin และ Net Margin อยู่ที่ 30.0% และ 3.6% ตามลำดับ ขณะที่ DCC มี Gross margin และ Net margin 38.7% และ 15.2% ตามลำดับ
สำหรับผู้ถือหุ้น TGCI ได้ถูกแปลงสภาพเป็นหุ้น COTTO ในอัตรา 1 หุ้น TGCI : 1.25904909 COTTO
อ้างอิงจากราคา TGCI ที่ซื้อขายครั้งสุดท้ายในวันที่ 19 ก.ค. 61 ที่ 3.34 บาท/หุ้น จะมีต้นทุนใหม่ในหุ้น COTTO ที่ 2.65 บาท/หุ้น คิดเป็น P/E 51.54 เท่า (อิงกำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังของ COTTO ที่ 306.89 ล้านบาท และ Fully diluted EPS ) และ P/BV 1.88 เท่า ( [email protected] บาท ณ2Q61 ) ขณะที่ DCC มี PER 13 เท่า และมี PBV อยู่ที่ 3.64 เท่า
แรงขายรับงบ 2Q61 ยังมีอยู่ : ADANC กำไรต่ำกว่าคาด
นับถึงวานนี้ มีหุ้น real sector ที่ประกาศเพิ่มเติม โดยเฉพาะหุ้นใหญ่อย่าง ADVANC อาจมีแรง sell on fact ทำให้ตลาดผวนผันได้ กล่าวคือ ADVANC (BUY: FV@B230) รายงานกำไรงวด 2Q61 ต่ำคาด อยู่ที่ 8.0 พันล้านบาท ลดลง 3.3%qoq (+9.7%yoy) เพราะรายได้ธุรกิจมือถือที่ทรงตัว แต่ภาพรวมกำไร 1H61 ยังเป็นไปตามคาด จึงยังคงประมาณการปีนี้ไว้ที่ 3.17 หมื่นล้านบาท เติบโต 5.6%yoy
อย่างไรก็ตามผู้บริหาร ADVANC ได้ประกาศปรับลดเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้หลือราว 5%yoy (เดิม 7%yoy) เพื่อสะท้อนธุรกิจที่มีการแข่งขันมากขึ้น แต่ด้านคลื่น 1800 MHz คาด ADVANC จะเข้าประมูลราว 5-10 MHz เพื่อช่วยลดความหนาแน่นลูกค้าต่อคลื่นที่ปัจจุบันให้บริการลูกค้า 7 แสนราย ต่อ 1 Mmz สูงกว่าคู่แข่งอีก 2 ราย (DTAC และ TRUE ที่ 0.48 และ 0.5 ล้านคน) แต่ถือเป็นหุ้นแข็งแกร่งสุดในกลุ่มจึงยังคงแนะนำซื้อ ราคาหุ้นมี upside 13.9%
SNC (BUY: FV@B18) กำไรต่ำคาด อยู่ที่ 108 ล้านบาท ลดลง 8% yoy สาเหตุจากยอดขายทุกธุรกิจหดตัว ซึ่งส่งผลให้สัดส่วน SG&A/Sales สูงกว่าที่ประเมินมาอยู่ที่ 7.5% (ปีก่อน 6.2%) อย่างไรก็ตามกำไร 1Q61 เติบโต 32% yoy คิดเป็น 65% ของประมาณการทั้งปี สำหรับทิศทางกำไร 2H61 คาดเติบโตในอัตราชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับ 1H61 ประกอบกับธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ยังมีความเสี่ยงจากการที่สหรัฐฯ มีแผนจะเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์/ชิ้นส่วนรถยนต์จากไทย จึงคงประมาณกำไรทั้งปีที่ 431 ล้านบาท ความน่าสนใจอยู่ที่เงินปันผล คาด Div Yield 6% แนะลงทุนเมื่อราคาอ่อนตัว
THCOM (Switch: [email protected]) กำไรดีกว่าคาด อยู่ที่ 251 ล้านบาท ลดลง 86% ผลจากกำไร FX และค่าใช้จ่ายขายบริหารลดลงอย่างมีนัยฯ จากการตั้งสำรองหนี้สูญลดลง ส่วนรายได้ทรงตัว qoq เพราะลูกค้าใหม่ที่ฟิลิปปินส์จะเริ่มใช้งานใน 2H61 แต่ภาพรวมกำไร 2H61 อาจจะอ่อนตัวลง(ความเสี่ยงการตั้งสำรองหนี้เพิ่ม) และระยะยาวยังมีความเสี่ยงสูงจากการหาธุรกิจใหม่เพื่อลดการพึ่งดาวเทียมยังช้า ส่วนการขอใช้งานดาวเทียมสัมปทานต่อด้วยการขอเช่าใช้กับรัฐฯ โดยการส่งเชื้อเพลิงขึ้นไปเติมบางดวงคือ iPSTAR และไทยคม 5 ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่ดาวเทียมที่เหลือไทยคม 7, 8 ยังมีข้อพิพาทกับรัฐฯ คงคำแนะนำ Switch
ระหว่างที่รอการประกาศงบอื่นๆ นักวิเคราะห์ ASPS ได้ทำ Earnings Preview เพิ่มเติมคือ GFPT (Buy: FV@B14) คาดการณ์กำไรสุทธิงวด 2Q61 เท่ากับ 224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.4% qoq (แต่ลดลง 54.7% yoy) หนุนจากการเริ่มเข้าช่วงฤดูกาลส่งออกไก่สู่ต่างประเทศและราคาไก่เป็นปรับเพิ่มขึ้น1.4%yoy อย่างไรก็ตาม คาดกำไรสุทธิปีนี้ลดลงถึง 37.0% yoy จากปัญหาไก่ล้นตลาดและแนวโน้มราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นจากปี 2560
ภรณี ทองเย็น เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
พบชัย ภัทราวิชญ์ เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 052647
ภราดร เตียรณปราโมทย์ เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
โยธิน ภูคงนิล ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
เจิดจรัส แก้วเกื้อ ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
OO12063